พระราชทานอภัยโทษให้ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี

ข่าวทั่วไป 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

'ราชทัณฑ์'เร่งสำรวจคาดปล่อยตัว5หมื่นคน5แกนนำพันธมิตรเฮลั่น รัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สืบไป อธิบดีกรมราชทัณฑ์เร่งสำรวจรายชื่อคุณสมบัติผู้ต้องขังที่เข้าเงื่อนไข ปล่อยตัว คาดมี 5 หมื่นรายทั่วประเทศ ส่วนคดียาเสพติด-ค้ามนุษย์ทุจริตต่อหน้าที่ ไม่เข้าเกณฑ์ ขณะที่ผู้ต้องขังกลุ่มพันธมิตรฯเฮเข้าข่ายได้ปล่อยตัว ยกเว้น "สนธิ ลิ้มทองกุล" มีคดีผิดหลักทรัพย์พ่วง ส่วน "บุญทรง-ธาริต" ส่อได้ลดวันต้องโทษ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 มีใจความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ เพื่อเป็นการแสดง พระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป ทั้งนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สำหรับผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องมีตัวอยู่ ในความควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขัง ไว้ในสถานที่ หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนดในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทน ค่าปรับ และผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ

ทั้งนี้ ผู้ต้องโทษที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป ได้แก่ 1.ผู้ต้องกักขัง 2.ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ 3.ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ โดยกรณีผู้ต้องกักขังซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด และยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุก หรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป

ส่วนนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป คือ 1.ผู้ต้องโทษจำคุก ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ 2.ผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ เป็นคนพิการทุพพลภาพที่มีลักษณะอันเห็นได้ชัด, เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคไตวายเรื้อรัง หรือโรคจิตซึ่งทางราชการ ได้ทำการรักษามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ และแพทย์ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถจะรักษาในเรือนจำให้หายได้, เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) ระยะสุดท้าย, เป็นหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษ, เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับและมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 3 ปี นับแต่ วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป, เป็นผู้ต้องโทษ จำคุกเป็นครั้งแรก และมีอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ และต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษ, เป็นนักโทษเด็ดขาด ชั้นเยี่ยม และต้องได้รับต่อไปโทษเหลืออยู่ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ

สำหรับนักโทษเด็ดขาดที่ไม่อยู่ในข่าย ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ คือ 1.นักโทษเด็ดขาดที่มี คำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิต ที่เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว 2.ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 8 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ภายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2559 ใช้บังคับในความผิด ฐานผลิต นำเข้า หรือส่งออก หรือผลิต นำเข้า หรือส่งออกเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท, ผู้กระทำความผิดซ้ำ และไม่ใช่นักโทษเด็ดขาด ชั้นเยี่ยม, นักโทษเด็ดขาดชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก, นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษในความผิด ตามมาตรา 276 วรรคสาม มาตรา 277 มาตรา 277 ทวิ มาตรา 277 ตรี มาตรา 280 มาตรา 285 และมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ส่วนนักโทษเด็ดขาด ซึ่งต้องโทษประหารชีวิต ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษลง เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต นักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว และนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ และจะพ้นโทษในคราวเดียวกันตามพระราชกฤษฎีกานี้ จะต้องผ่านหรือเคยผ่านการอบรมเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตามที่กรมราชทัณฑ์หรือกระทรวงกลาโหมกำหนด

ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่าหลังมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษทุกเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศ ได้นำไปประกาศให้ ผู้ต้องขังได้รับทราบ โดยอาจจะมีผู้ต้องขังที่ได้รับการลดโทษตามสัดส่วนและปล่อยตัวออกจากเรือนจำ โดยจะเร่งประเมินคุณสมบัติและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อแยกให้ชัดว่า นักโทษที่จะได้รับการปล่อยตัวมีจำนวนเท่าไหร่ และได้ลดโทษตามชั้นต่างๆ เป็นจำนวนเท่าใด โดยจะต้องทำให้แล้วภายใน 4 เดือนหรือ 120 วัน ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบจะดำเนินการ อย่างรัดกุม มีกรรมการ 3 ฝ่ายประกอบด้วย ผู้พิพากษา อัยการ ผู้ว่าราชกาจังหวัด ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบรายชื่อว่ามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ได้รับการอภัยโทษหรือไม่ เมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จ จึงจะส่งรายชื่อให้ศาลออกหมายปล่อย และต้องทยอยปล่อยเป็นรุ่นๆ

อย่างไรก็ตาม ในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้มีบัญชีลักษณะความผิดแนบท้าย ที่เป็นคดีหลักและนโยบายสำคัญซึ่งผู้ต้องขัง เช่น คดีค้ามนุษย์และค้ายาเสพติด คดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ ทำผิดพ.ร.บ.ป่าไม้ การฮั้วประมูล ก็จะได้ประโยชน์น้อยกว่า ผู้ต้องขังคดีอื่น เช่น หากเป็นผู้ต้องขังอายุ เกิน 60 ปี เหลือโทษไม่เกิน 3 ปี แต่ถ้าติดเงื่อนไขในคดีแนบท้ายก็จะไม่ได้รับการปล่อยตัว แต่จะเปลี่ยนเป็นลดวันต้องโทษตามสัดส่วนบางส่วน เว้นแต่เมื่อลดโทษแล้วไม่เหลือเวลาต้องโทษก็ต้องปล่อยตัวไป

รายงานข่าวเปิดเผยว่า เบื้องต้น คาดว่าจะมีผู้ต้องขังที่จะได้รับพระราชอภัยโทษ ประมาณ 40,000-50,000 คน สำหรับคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกทำเนียบรัฐบาล ปี 2551 อยู่ในข่ายได้รับ การอภัยโทษปล่อยตัว ออกมาจากเรือนจำด้วย เนื่องจากคดีนี้ ศาลได้พิพากษาจำคุกผู้ต้องขังทั้ง 5 ราย ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 83 ปี, นายพิภพ ธงไชย อายุ 72 ปี, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 68 ปี นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 72 ปี และ นายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 45 ปี เป็นเวลา 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ยกเว้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งแม้จะ มีอายุเกิน 70 ปี แต่เนื่องจากต้องโทษ หลายคดีและมีคดี ที่เข้าเงื่อนไขบัญชี แนบท้ายคดีเกี่ยวกับ ความผิดตลาด หลักทรัพย์จึงไม่อยู่ ในข่ายได้รับการปล่อยตัว ส่วนคดีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ไม่อยู่ในข่ายได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากต้องโทษจำคุก และยังติดเงื่อนไขต้องโทษในคดีทุจริตปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อายุยังไม่ถึง 60 ปี และต้องโทษหลายคดี อาจได้ลดวันต้องโทษ

ขณะที่ นางพริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของ นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน กล่าวว่าหลังทราบข่าว พระราชกฤษฎีกาพระราชทาน อภัยโทษ แม่โทรศัพท์ไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ เรือนจำและพบว่าไผ่ มีรายชื่ออยู่ในข่ายจะได้รับการอภัยโทษด้วยคาดว่าจะได้ออกจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่คุมขัง ภายในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ เมื่อ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ไผ่ ดาวดิน ถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน จากคดีแชร์ข่าวบีบีซีไทย ซึ่งตามกำหนด การเดิม จะพ้นโทษในวันที่ 19 มิ.ย. 2562


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ