คอลัมน์: วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน: มลภาวะ...และผลร้ายต่อผิวของเรา

ข่าวกีฬา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2562 00:00:23 น.
ดร.ประไพภัทร คลังทรัพย์
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

"มลภาวะ" ตามความหมายขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐ (Environmental protection Agency ; EPA) ประกอบด้วย 6 กลุ่ม คือ อนุภาคมวลสาร (แบ่งย่อยเป็น 2 กลุ่ม) ตามขนาดของอนุภาค คือ PM10 หรือฝุ่นหยาบ มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และ PM2.5 หรือฝุ่นละเอียด มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งยิ่งอนุภาคมีขนาดเล็ก ก็ยิ่งเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ลึกกว่า และส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่า ตะกั่ว โอโซน (O3) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) จากไอเสียรถยนต์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) จากอุตสาหกรรม และคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) จากควันบุหรี่

ผิวหนังจัดว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และจะห่อหุ้มร่างกายเราไว้ทั้งหมด ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ใต้ลงไปจากความร้อน แสง การติดเชื้อ และสภาพแวดล้อมทั้งหลาย ดังนั้นผิวหนังจึงมีโอกาสสัมผัสโดยตรงกับมลพิษเหล่านี้ และก่อให้เกิดปัญหาของผิวหนังตามมามากมาย ได้แก่ การระคายเคือง (irritation) การแพ้ (allergy sensitisation) เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) ผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) ผื่นแพ้สัมผัส (contact dermatitis) สิว ผิวแห้ง ฝ้า จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ และริ้วรอยได้

กลไกของอาการผิดปกติของผิวหนังเหล่านี้ เป็นเพราะมลภาวะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (reactive oxygen species ; ROS) และทำให้เกิดการสันดาป (oxidation) ของไขมันและโปรตีนในเซลล์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบ (inflammation) เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่ามลภาวะร่วมกับรังสีอัลตราไวโอเลต หรือยูวี (UV) โดยเฉพาะ UVA ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นโมเลกุลของโอโซน (Ozone, O3) ยังสามารถทำให้สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่ผิวชั้นนอกลดลงได้ ผลการศึกษาในหนูทดลองพบว่าโอโซนทำให้เกิดปฏิกิริยา lipid และ protein oxidation เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของรอยเหี่ยวย่น ของผิวหนังได้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดจุดด่างดำต่างๆ นอกจากนี้ การศึกษาทางระบาดวิทยายังพบความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณโอโซนในอากาศและการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ซึ่งแสดงว่าโอโซนทำให้เกิดโรคผิวหนังที่เป็นอยู่ให้แย่ลงได้

มลภาวะ...ถือได้ว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจที่พร้อมจะทำร้ายผิว ได้ตลอดเวลา การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ย่อมหลีกเลี่ยงมลภาวะโดยเฉพาะฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถ อากาศในห้องแอร์ หรือแม้แต่ควันจากโรงงานอุตสาหกรรมแทบไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลผิวอย่างถูกต้องและเหมาะสมก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวของเราได้ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันผิวหนังจากมลภาวะทางอากาศจึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะ ในผู้ที่มีผิวระคายเคืองง่าย (sensitive skin) หรือมีโรคผิวหนังอยู่แล้ว

ปัจจุบันเทรนด์ใหม่ของตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ (skin care) ที่จำหน่ายในปัจจุบัน จะมีการกล่าวอ้างเรื่องของ "การต้านมลภาวะ" เป็นจุดขาย โดยสังเกตง่ายๆ คือจะมีคำว่า "Anti-Pollution" (แอนตี้โพลูชั่น) อยู่บนตัวผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ คำว่า anti-pollution ก็คือปกป้องผิวจากมลภาวะภายนอกที่จะเข้ามาทำร้ายผิวของเรา ให้เสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และไม่ใช่แค่เรื่องที่ทำให้ผิวร่วงโรยก่อนวัย (aging) เท่านั้น แต่รวมถึงปัญหาผิวอื่นๆ เช่น สิว ฝ้า ริ้วรอย จุดด่างดำ และรอยแดงบนผิวด้วย โดยองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ในเครื่องสำอางประเภทนี้ก็คือ สารที่ช่วยในกระบวนการต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้บอดี้ออกซิแดนท์ (anti-oxidant) นั่นเอง สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการดูแลผิวโดยช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวที่ถูกอนุมูลอิสระจากมลภาวะทำร้าย เราสามารถเติมสารแอนตี้ออกซิแดนท์ได้จากการเลือกรับประทานผลไม้ตระกูลส้มหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผลเบอร์รี่ต่างๆ และแครอท ซึ่งล้วนอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซี หรือการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผสมสารสกัดแอสตาแซนธิน (astraxanthin) จากสาหร่ายสีแดง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (skin care) ที่มีส่วนผสม ที่ช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเก็บกักความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นบำรุงผิว และปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก ซึ่งก็คือ มลภาวะนั่นเอง ที่สำคัญคือช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ช่วยชะลอ ความแก่ของผิว (skin aging)

นอกจากการใช้เครื่องสำอางประเภท anti-pollution แล้ว เราสามารถป้องกันผิวจากมลภาวะเบื้องต้นได้ง่ายๆ คือ การทำความสะอาดผิวซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากรูขุมขนและเพิ่มความสดชื่นให้แก่ผิว การใช้เครื่องมือช่วยทำความสะอาดผิวก็เป็นอีกวิธีที่ดีในการขจัดสิ่งตกค้างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพื่อความสะอาดล้ำลึกเป็นพิเศษ นอกจากนี้ เรายังต้องระลึกไว้เสมอว่า มลภาวะในอากาศไม่เหมือนรังสียูวี เพราะจะทำร้ายผิวเราได้ตลอดเวลา ทั้งกลางวัน และกลางคืน ในร่มหรือกลางแจ้ง ดังนั้น ผิวจึงต้องการการปกป้องตลอดทั้งวัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง