คอลัมน์: เลาะรั้วเกษตร: หยุดเผา

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2562 00:00:34 น.
แว่นขยาย

เมื่อเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา นอกจาก เป็นเดือนที่อุณหภูมิของบางจังหวัดในประเทศไทยจะขึ้นไปสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส แล้ว ปริมาณหมอกควันและฝุ่นในบางจังหวัดภาคเหนือ ยังอยู่ในเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพติดต่อกันยาวนาน นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสกว่าทุกปีที่ผ่านมา

กระทรวงพลังงานของไทย บอกว่าสภาพ หมอกควันที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเกิดจากสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ การเผาในที่โล่งมีมากกว่า 50% นอกนั้นเกิดจากอุตสาหกรรม การคมนาคม ขนส่ง การผลิตกระแสไฟฟ้า และบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

การเผาในที่โล่ง มีทั้งการเผาป่าที่มีคนตั้งใจเผาเพื่อนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร หรือไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้นเองจากความร้อนและแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังมีการเผาทางการเกษตร เช่น การเผาไร่อ้อย การเผาตอซังข้าว ตอซังข้าวโพด หรือเศษซากพืชอื่นๆ ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว หรือเศษวัชพืช ส่วนการเผาที่ว่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่มีใครฟันธง นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงฟันธงเสียเองให้เรื่องมาลงที่ประทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของท่าน กฤษฎา บุญราช ที่ขยันทำงาน และขยันสั่งการ แม้ว่าจะมีเวลาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรฯอีกไม่กี่วัน

รัฐมนตรีกฤษฎา สั่งการให้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนันต์ สุวรรณรัตน์ ไปมอบหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาหมอกควัน งานเข้าที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ของอธิบดีสำราญ สาราบรรณ์ โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัด เป็นผู้เสนอแผนป้องกันแก้ไขปัญหา การเผาเศษซากพืช และวัสดุการเกษตร โดยร่วมกับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด

ให้สำนักงานเกษตรอำเภอร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดชุดปฏิบัติการออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุเผาในพื้นที่เกษตร ให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ทุกหน่วยในอำเภอ เป็นหน่วยเฝ้าระวัง และให้ความรู้ ปลุกจิตสำนึกของชุมชนไม่ให้เผาเศษซากพืช และวัสดุทางการเกษตร โดยให้นายอำเภอเป็น ผู้กำกับดูแล

งานยังเข้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 5 หน่วยงาน คือ กรมพัฒนาที่ดิน ให้ส่งเสริมการไถกลบ และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ทำโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้จัดทำแผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยใช้ปฏิบัติการฝนหลวงและดัดแปลงสภาพอากาศเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่า

ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกเขตลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหา โดยให้ประเมินจุดความร้อน หรือ ฮอตสปอต และฝุ่นที่ขนาดเล็กกว่า PM10 ในพื้นที่เกษตร พร้อมกับมอบสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวง เป็นผู้ติดตามสถานการณ์ และรายงานผลการดำเนินงาน

อย่างที่บอกว่าพื้นที่ปลูกพืชที่มักจะพบ การเผาอยู่มากมีอยู่ไม่กี่พืช คือ ข้าว อ้อย และข้าวโพด.....

การเผาตอซังข้าว มีการรณรงค์มานานหลายปีไม่ให้ชาวนาเผาตอซังข้าว ประกอบกับเดี๋ยวนี้การทำนาส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกลในการ เตรียมดินจึงใช้วิธีไถกลบแทนการเผาไปมากแล้ว

ส่วนอ้อยไม่ต้องพูดถึง ใช้วิธีการเผาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพื่อสะดวกในการใช้แรงงานคนตัดอ้อยเข้าโรงงานให้ทันเวลา แม้จะพยายามส่งเสริมให้ใช้เครื่องจักรกลตัดอ้อยแทนแรงงาน แต่ก็ยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลาย เพราะธรรมชาติของอ้อยไม่เหมือนกับพืชอื่น ต้นอ้อยสูงท่วมหัว ใบอ้อยยาว ระคาย และคม โดนลมพัดใบ พันกันอีกต่างหาก ถึงแม้จะมีรถตัดอ้อยก็ทำงานไม่ได้ ต้องเผาอยู่ดี

สำหรับข้าวโพด หลายปีที่ผ่านมาอาจจะมีการปลูกข้าวโพดบนเขา และมีการเผาตอซังหลังเก็บเกี่ยวเพื่อปลูกใหม่ แต่ระยะหลังการปลูกข้าวโพดมีเงื่อนไขในการรับซื้อว่า ต้องปลูกในพื้นที่ที่ถูกกฎหมาย และต้องไม่เผาตอซัง เพราะข้าวโพดส่วนใหญ่เข้าโรงงานอาหารสัตว์ ประเทศที่รับซื้อเนื้อสัตว์ใช้มาตรการในการตรวจสอบย้อนกลับว่าการเลี้ยงสัตว์นั้นต้องไม่ทำลายสภาพแวดล้อม จึงลดการเผาลงไปได้มาก

พื้นที่ปลูกพืช 3 ชนิดนี้ อยู่ที่ไหนบ้างในอำเภอ เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล รวมทั้ง ศพก. คงต้องเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจและขอความร่วมมือกับเกษตรกรเสียตั้งแต่ก่อน เก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำในการจัดการกับเศษซากพืชเหล่านั้นด้วยวิธีอื่นแทนการเผา ก่อนที่จะจัดหน่วยปฏิบัติการเข้าไปตรวจสอบ เพื่อเกษตรกรจะได้เตรียมการจัดการกับเศษซากพืชเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต

แต่ยังมีอีกพืชหนึ่งที่ต้องระวัง นั่นคือ วัชพืชหรือหญ้าต้นใหญ่ๆ ที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ ที่ไม่สามารถใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ถ้าเกิด ไฟไหม้ขึ้นมาเพราะความแห้งแล้ง เข้าข่ายการเผาในที่โล่ง แต่จับมือใครดมไม่ได้ ก็ตัวใครตัวมันนะขอรับ...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง