จุดเริ่มต้นวังวนตัวละครจักรวาลของบทประพันธ์ และวิธีคิดในแบบ'จุฬามณี'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 00:00:14 น.

เป็นละครสุดเข้มข้นย้อนยุคสะท้อนสังคมที่สร้าง ปรากฏการณ์ฮือฮา จนกลายเป็นกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ฮิตไปทั่วบ้านทั่วบ้าน สำหรับละครแรงแห่งปี "กรงกรรม" จากบทประพันธ์ "จุฬามณี" สู่บทละครโทรทัศน์ โดย "ยิ่งยศ ปัญญา" สร้างโดย "แอค-อาร์ต เจเนอเรชั่น" กำกับการแสดงโดย "พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง" และ "ธนากร โปษยานนท์" แสดงนำโดย "ราณี แคมเปน", "จิรายุ ตั้งศรีสุข", "ใหม่ เจริญปุระ" และนักแสดงมากฝีมืออีกคับคั่ง แม้ละครจะลาจอไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน แต่ ยังคงตราตรึงความรู้สึกให้ใครต่อใครหลายคนได้สรรหา วิธีดูย้อนหลังไปมาให้อิ่มเอมใจ

เช่นเดียวกันกับทีมข่าว "บันเทิงแนวหน้า" ที่ได้ติดตามละคร "กรงกรรม" ตั้งแต่แรกเริ่มจนตอนจบต้องยอมรับเลยว่า "กรงกรรม" ถูกยกให้เป็นละครในดวงใจในรอบหลายปีที่ผ่านมาที่สร้างความประทับใจและเป็น ผลงานชิ้นโบแดงของ แอค-อาร์ต เจเนอเรชั่น และทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยแท้จริง

ย้อนกลับไปก่อนตอนจบละคร "กรงกรรม" เพียงแค่ 10 ชั่วโมงทาง "ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า" ได้มีโอกาส ต่อสายตรงถึงคนสำคัญที่สุดใน "กรงกรรม" นั่นก็คือนักประพันธ์หนุ่มไฟแรง นิพนธ์ เที่ยงธรรม เจ้าของนามปากกา "จุฬามณี, เฟื่องนคร, ชอนตะวัน" ซึ่งเคย ฝากผลงานการเขียนไว้มากมายจนถูกนำมาสร้างเป็นละครชิงชัง, สุดแค้นแสนรัก ฯลฯ ผู้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลังเมื่อครั้งวัยเยาว์ กับภูมิลำเนาจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อในอดีตให้กลับมาโลดแล่นคงอยู่ในโลกปัจจุบัน และอนาคต ผ่านตัวอักษร

ซึ่ง นิพนธ์ เที่ยงธรรม ได้เล่าความเป็นมาของ ต้นกำเนิดการเขียนบทประพันธ์ การโปรยยาและ วางหมากสำคัญในแต่ละจุดของเรื่อง และวิธีคิดวิธีสร้างตัวละครในเรื่อง รวมถึงพัฒนาบ้านเกิดปรับจุดด้อยเพิ่ม จุดเด่นร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแสงจนเป็นพรีเซ็นเตอร์ การท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครสวรรค์ด้วยจุดประกายไฟ ความคิดที่ว่า "พอทำงานมากขึ้นก็มีคำถามที่เกิดขึ้นว่า ยังอยากจะทำอะไรกับโลกอีกบ้าง"

แรกเริ่มเดิมทีละครเรื่อง "กรงกรรม" ต้องบอกว่าตนเป็นต้นทางของเรื่องเป็นเจ้าของบทประพันธ์ นั่งดูอยู่กับกระแสต่างๆ ไม่ว่าทั้งที่จังหวัดนครสวรรค์ ทั้งคนรอบตัวและสื่อโซเชียล รู้สึกความอิ่มใจมากเพราะนวนิยายทำให้ผู้คนรู้จักอำเภอชุมแสงมากขึ้น จนทำให้เมื่อคนผ่านจังหวัดนครสวรรค์แล้วมองเห็นตัวละครต่างๆ จากเรื่อง "ชิงชัง" "สุดแค้นแสนรัก" จนมาถึง "กรงกรรม" มันเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากตอนนี้ทุกคนมองไปที่นครสวรรค์แล้วเห็นตัวละครเดินอยู่ตามตรอกซอกซอยซึ่งบรรลุ เป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ตอนที่เริ่มคิดที่จะทำงานวางฉากและบรรยากาศเป็นสถานที่จริง

ด้วยความคลุกคลีและเติบโตมากับคนมีอายุอย่างคุณย่าที่มีลูกเยอะทำให้เห็นวิธีการจัดการของเขาโตมากับร้านค้าฉะนั้นมันจึงมีเรื่องเล่าเยอะ และโตมากับการลงแขกเกี่ยวข้าว ทำนาดำนา ทำอะไรไปแล้วก็จะได้ฟังเรื่องเก่าๆของคนที่มาลงทำงานไปด้วยเลยรู้สึกว่า มันสนุกและมีโอกาสได้อ่านเรื่อง "สี่แผ่นดิน" ของ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" เลยรู้ว่าพออ่านจบจึงเข้าใจในความเป็นคนของโลกนี้ว่าชีวิตจริงๆ ต้องเป็นแบบ แม่พลอยไม่ใช่แค่จบด้วยการแต่งงานกับคุณเปรมแล้ว ยืนกอดกัน เลยรู้สึกจะทำแม่พลอยคนที่สองออกมาได้อย่างไร รักเรื่องสี่แผ่นดินมากจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวละครของตนออกมาเป็นไอดอลของคน จึงออกมาเป็นหลายๆตัวละคร มันจึงกลายเป็นว่าตนเหมือนคนมีอายุที่ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาทั้งที่เพิ่งอายุ 40 ย่าง 41 ปี ผ่านการใส่รองเท้ายี่ห้อนี้มาผ่านการกระโดดหนังยางวิ่งเล่น กระโดดน้ำ เลยรู้สึกว่าอยากนำเสนอให้เด็กรุ่นหลังได้เห็น หรือคนรุ่นเดียวกันได้มองเห็นอดีตที่ผ่านมา

ด้วยความที่เป็นคนนครสวรรค์และได้แรงบันดาล มาจากการที่ไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงเพราะฉะนั้นก็จะเห็นภาพของ "ขวัญ-เรียม" และเรื่อง "แผลเก่า" ตอนมาเรียนแม้จะไม่เหลือเคล้าของความเป็น ทุ่งบางกะปิแต่ก็ยังเห็นภาพขวัญกับเรียมเดินไปเดินมาอยู่ พอมาเขียนนวนิยายเรื่องชิงชังเลยรู้สึกว่าทำไมจะทำ แบบนั้นบ้างไม่ได้ จุดเริ่มต้นของชิงชังมากจากคุณย่า และบรรยากาศของตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหะคีรี ซึ่งก็เหมือนทำให้คุณพ่อเพราะเป็นบ้านเกิดคุณพ่อ จนมาถึง สุดแค้นแสนรัก ที่ช่อง 3 ติดต่อมาว่าอยากได้ละครแนวๆ เดียวกับชิงชังบ้าง เคยมีความรู้สึกว่าเคยทำให้คุณพ่อไปแล้ว ทำให้คุณแม่บ้างดีกว่า เลยกลายเป็นตำบลหนองนมวัว อำเภอลาดยาว ฉากและบรรยากาศคือกระบวนการคิดแบบเริ่มต้นมาก่อน

หลังจากนั้นก็เขียนเรื่อง "ทุ่งเสน่หา" และ "วาสนารัก" ก็ยังเป็นฉากและบรรยากาศของ อำเภอลาดยาว ก่อนที่ตัวละครจะย้ายมาอยู่ที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง ที่เป็นในตลาดของจังหวัดนครสวรรค์ ได้การตอบรับจากช่อง 3 ทั้งสองเรื่องและอยู่ในกระบวนการผลิต เรื่องทุ่งเสน่หาถ่ายทำไปแล้ว จนมาสู่กรงกรรมที่มี ทั้งตำบลท่าน้ำอ้อย ตำบลหนองนมวัว บ้านหนองน้ำผึ้ง ตำบลปากน้ำโพ เลยคิดว่ามันน่าจะทำให้เกิดการ ย้อนรอยหรือตามละครจึงเริ่มที่จะส่ายสายตา กางแผนที่ในจังหวัดนครสวรรค์ เริ่มเพ่งเล็งว่าที่ไหนในนครสวรรค์น่าจะทำให้เกิดการตามรอยละครได้เป็นรูปธรรมที่สุดและมองไปที่ อำเภอชุมแสง เพราะมีตลาดโบราณ 100 ปี มีสถานีรถไฟ มีแม่น้ำน่านตอนแรกได้ความรู้สึกว่าน่าสนใจ เป็นที่มีน้ำตาลสดมีต้นตาล มีตาลโตนด เลยรู้สึกว่าอยากเล่นกับที่นี่และเหมือนมีอะไรดลจิตดลใจให้ปักหมุดไว้ที่ เรื่องถัดไปพอได้เค้าโครงเรื่องจริงเอามาลงที่อำเภอชุมแสง

จากบทประพันธ์มาสู่บทะครเรื่องกรงกรรม เข้าใจในเรื่องของการให้แอร์ไทม์กับนักแสดงหลายๆ คนแต่การเขียนบทประพันธ์ไม่ได้ไปเน้นที่ตัวละครบางตัวเต็มๆ แต่ว่าด้วยหน้ากระดาษจึงมีการเขียนนิสัยใจคอของตัวละครไว้ 3 บรรทัด คนที่อ่านนิยายส่วนใหญ่เขาก็บอกว่า ภาพที่เห็นในโทรทัศน์เหมือนกับในหนังสือที่ถูกประพันธ์ขึ้นแม้จะมีผิดไปบ้างแต่ก็ไม่เป็นไรสุดท้ายก็กลับมาจุดเดิม เพราะเข้าใจศาสตร์ของการเขียนบทละครเพราะบางทีก็ต้องกระชับและเน้นไปที่ตัวละครเอกตัวใดตัวหนึ่ง การเล่าเรื่องโดยใช้ตัวอักษรมันมีชั้นเชิงกับการเล่าเรื่องด้วยภาพมันคนละอย่างกันอันนี้คือตนเข้าใจและพอใจมากกับ บทละครเรื่องนี้ ตนอยากได้คนเขียนบทละครที่ใจกล้า กล้าที่ จะด่าแรงๆ ซึ่งผู้กำกับก็ใจถึงให้ถีบเป็นถีบ จึงรู้สึกว่าได้ดั่งใจ ทุกอย่างในขณะเดียวกันตัวละคร ย้อย ในนวนิยาย จะมีความ เป็นผู้หญิงเยอะกว่านี้การดีไซน์ตัวละครมีความเก๋มาก ตัวของย้อยมีแต่ลูกชายและรอบๆ ตัวก็มีแต่ผู้ชาย เพราะฉะนั้น ตัวแม่ย้อยจะมีความแมน อย่างเวลานั่ง น้ำเสียงที่มีความ เหน่อและห้วนๆ เลยรู้สึกว่าพี่ใหม่เป็นแม่ย้อยได้มีมิติมาก

เรื่องภาษาและคำพูดของตัวละครมีกังวลบ้างเพราะวันแรกที่ออนแอร์มันพูดถึงตาคลีมีดราม่า นิดหน่อยเกี่ยวกับอาชีพของ "เรณู" ตนไม่ได้ดูทั้งเรื่อง เพราะตอบข้อความเลยมานั่งคิดว่าพลาดตรงไหน พอย้อนกลับไปดูอินสตาแกรมที่ทาง แอค-อาร์ตตัดคลิปลงก็ไม่ได้พลาดอะไรหรือว่าอะไรคนตาคลีแค่เอ่ยถึงนิดหน่อย ขณะเดียวกันก็มีคนบางกลุ่มที่เข้าใจว่าคนที่มาตำหนิ ผู้ประพันธ์อาจจะไม่ได้ดูทั้งหมดหรือด้วยทัศนคติ ส่วนตัวเขาก็บอกว่าไม่ต้องไปกังวลเลยคนตาคลีไม่ได้รู้สึก แบบนั้น เขาเข้าใจว่าคือละคร และเป็นเรื่องจริง คนตาคลีไม่ได้มีอาชีพแบบนั้น ทางทีมละครก็ระวังระดับหนึ่ง อย่างฉากสาบานในหนังสือแรงและล่อแหลม บางฉากตนที่เป็นคนเขียนก็ไม่ได้ยั้งแต่ทางทีมงานก็ทำให้มันเบาลง มีการปรับตัวละครไม่ให้ไปกระทบกับความเชื่อและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดนครสวรรค์

ยอมรับตอนที่เขียนมีร้องไห้เหมือนกันเพราะเข้าใจถึงความล้ำลึกของตัวละคร ฉากที่ "อรพรรณี" อวดร่ำอวดรวย จนมาถึงฉากกินเหลาก็แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วย้อยมีความเป็นแม่ลึกกว่าที่คนอื่นคิด ด้วยการอาบน้ำร้อนมากก่อนจึงรู้แล้วว่า "ใช้ และอรพรรณี" อย่างไรก็ไปกันไม่รอดแต่ให้ไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯในความเป็นผู้หญิงก็เข้าใจหัวอกของอรพรรณีด้วยว่ารักแล้วก็ต้องการครอบครัวและมีความหึงหวง ทำให้สถานการณ์เป็นไปสถานการณ์ที่ชาญฉลาดแล้วพี่ใหม่ก็เล่นได้ซึ้งมาก ฉากที่ "อาสี่" ตายยอมรับว่าร้องไห้หนักเหมือนกันเข้าใจถึงหัวอกของคนเป็นแม่ เพราะเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาบ้างเหมือนกัน หรือฉากที่เห็นความเป็นคู่ทุกข์คู่ยากของย้อยและหลักเซ้ง "ที่บอกว่าวันนั้นลื้อไม่มีเงินกินไอติม จริงๆ เหรอ" ตนก็น้ำตาร่วงรู้สึกว่ามันหวานและตื้นตัน เขาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากทำให้ตนนึกถึงพ่อแม่ของตัวเอง

มีคนถามเข้ามาเยอะด้วยกระแสความสำเร็จอยากจะให้มี "กรงกรรม ภาค 2" อาจจะไม่มีซึ่งเราอยาก เล่นอะไรใหม่ๆ เลยรู้สึกว่านวนิยายที่จะไปทำละครเรื่องใหม่แทน โดยจะนำตัวละครจาก "กรงกรรม" แยกตัวออกไปเล่าเรื่องใหม่ โดยมีความเกี่ยวเนื่องกันเหมือน สุดแค้นแสนรัก และ กรงกรรม ซึ่งตอนนี้ก็ได้วางโครงเรื่อง ไว้นานแล้วแต่ยังไม่ได้เขียนคือเรื่อง "ระบำบุญ" เป็นเรื่อง ของ "มาลา" ภรรยา "อาสี่" ที่ทิ้งลูกสาวไว้ให้ "ย้อย" โดยมี "อาซา กับ จันตา" เป็นพ่อแม่บุญธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กกับแม่ที่ทิ้งตัวเองไป แต่รับรู้มาตลอดว่า แม่ตาย ขณะเดียวกัน ความลับไม่มีในโลกเพราะเธอดันรู้ว่า แม่ยังมีชีวิตอยู่ทำให้อยากเจอแม่ กอดกราบแม่ แต่ถ้าแม่ที่ ตัวเองนึกถึงไม่ได้เป็นไปตามมโนคติที่นึกถึงแบบจันตาหรือแม่ของเพื่อนจะเป็นอย่างไร จะทำอย่างไรหรือจะตอบแทน บุญคุณของแม่ได้หรือไม่บางทีมันยากกับการที่จะก้าวผ่าน อารมณ์แบบนี้ไปได้ โดย "ระบำบุญ" มีฉากและบรรยากาศ คืออำเภอท่าตะโก และอำเภอไพศาลี มีเยอะเหมือนกัน แต่ยังไม่บอกว่าพระเอกเป็นใคร แต่ "มาลา" และ "กมลา" ที่ อาซาและจันตา เลี้ยงมาเป็นตัวเดินเรื่องอย่างแน่นอน

ขอบคุณภาพ เฟซบุ๊ค จุฬามณี เฟื่องนคร ชอนตะวัน บุ๊คส์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง