NAEWNA 5G GUIDE: เส้นทางสู่ 5G แห่งอนาคต ความเร็วของ 5G ที่อาจมาแรงแซง WIFI

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 18 พฤษภาคม 2562 00:00:48 น.

ในยุคถัดจากนี้ ที่จะเป็นยุคของ เทคโนโลยี 5G  ซึ่งมีความเร็วของการส่งข้อมูลสูงกว่า 4G ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างน้อย 10 เท่า จะทำให้โลกอุตสาหกรรมในอนาคตมนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกัน สอดประสานราวกับวงดนตรีที่เล่นเพลงเดียวกันอย่างไพเราะด้วย เครื่องดนตรีที่หลากหลาย โดยที่หุ่นยนต์ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบคลาวด์ เพื่อความปลอดภัยและสั่งการควบคุมกระบวนการได้แบบเรียลไทม์

5G ไม่ได้เป็นการก้าวกระโดดเพียงในเรื่องความเร็วเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับการเพิ่มจำนวนเครือข่าย ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และสามารถรองรับการใช้งาน เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่มีการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์นับล้านชิ้น

ทั้งนี้ การวิเคราะห์และคาดการณ์โดยสำนักวิจัย หลายแห่ง สามารถสรุปได้ว่าอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมจะถูกพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ภายในปี ค.ศ.2023-2025 ตามมาด้วยการพลิกโฉมของอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารและธุรกิจการค้าปลีก ในช่วงปี ค.ศ.2025 ไปจนถึงอุตสาหกรรมพลังงานในปี ค.ศ.2030 ซึ่งภายหลังจากปี ค.ศ.2030 เราจะได้เห็นภาพจริงของการอพยพ จากอุตสาหกรรมเก่าเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างสมบูรณ์แบบ

ในส่วนของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่างกำลังก้าวไปสู่ระบบ 5G โดยหลายประเทศได้วาง โครงข่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2018 ซึ่งถือได้ว่าเร็วกว่า ที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 2 ปี อันเป็นผลมาจากการแข่งขัน ในความพยายามที่จะผลักดันให้การบริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก

ความต้องการเพิ่มความเร็วเครือข่ายในระดับ Gbps และการมีแอพพลิเคชันที่หลากหลาย ส่งผลทำให้ 5G มีผลกระทบต่อบทบาทและขอบเขตของการให้บริการโทรคมนาคมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเงินการธนาคาร, ประกันภัย, การขนส่ง, ค้าปลีก, บันเทิง ไปจนถึงพลังงาน

ขณะเดียวกันเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็จะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงและเชื่อมต่อ ทั้งระหว่าง ผู้ใช้งาน และระหว่างคนกับอุปกรณ์หรือเครื่องจักร อันจะส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ต, รถยนต์

ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง, หุ่นยนต์ ไปจนถึง ระบบเมืองอัจฉริยะให้เกิดการเชื่อมโยงด้วย IoT

การสำรวจของ Ericsson พบว่า ผู้นำด้านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 95% เชื่อว่า 5G จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการใช้ข้อมูลปริมาณมหาศาลจากอุปกรณ์ IoT ซึ่งผลสำรวจพบว่ามีการนำ 5G มาใช้ โดย 64% จะใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการส่งผ่านข้อมูลไปยังอุปกรณ์ต่างๆ แทนการเชื่อมต่อ WiFi ขณะที่ 38% จะใช้เพื่อดำเนินการด้านสุขภาพ เช่น บริษัทเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพใช้อุปกรณ์ IoT ในการเชื่อมต่อ 5G เพื่อตรวจสอบผู้ป่วยที่กำลัง ฟื้นตัวจากการรักษา และ 36% ใช้ในการควบคุมระยะไกลแบบเรียลไทม์ เช่น บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใช้การ เชื่อมต่อ 5G เพื่อสำรวจและตรวจสอบความพร้อมและความผิดปกติของระบบต่างๆ

สำหรับมุมมองของ Nokia เชื่อว่าเครือข่าย 5G จะทำให้ผู้ใช้งาน VR สามารถทำงานร่วมกันได้ราวกับว่าอยู่ใกล้กัน ซึ่งอาจจะดูเหมือนวีดีโอเกมยุคใหม่ และการทำงานร่วมกันจากระยะไกล โดย 5G จะทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับทุกสิ่งทุกอย่าง

ด้าน Facebook เองได้ประกาศ ว่าโครงการ Telecom Infra Project เป็นความคิดริเริ่มในการออกแบบ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างเครือข่าย โทรคมนาคมใหม่ ให้สอดคล้องกับ ความต้องการใช้งานข้อมูลที่มีเพิ่มขึ้นของโลก โดยบริษัท ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้จำหน่ายอุปกรณ์ เช่น Nokia, Intel และ Deutsche Telekom เพื่อให้สามารถดำเนินการรับมือกับการใช้งานข้อมูลจำนวนมหาศาล อย่างระบบ VR และการดูวีดีโอออนไลน์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จุดเด่นอีกประการของ 5G คือความสามารถในการลดความหน่วงเวลาได้อย่างมาก (Ultra-low Latency) ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับรถยนต์ได้อย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ ช่วยพัฒนาความปลอดภัยของยานพาหนะได้อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ความหน่วงเวลาที่ต่ำของ 5G จะช่วยให้เครือข่ายหุ่นยนต์สามารถดำเนินงานที่มีความซับซ้อน ได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญของผู้ให้บริการเครือข่าย 5G ในอนาคต คือ มาตรฐานการให้บริการ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งในอนาคตข้างหน้า 5G จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การทำงาน ความบันเทิง อีกทั้งจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการและโมเดลธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมในอนาคต

จากการสำรวจพบว่า 64% ของผู้ใช้งานจะใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการส่งผ่านข้อมูลไปยังอุปกรณ์ต่างๆแทนการเชื่อมต่อ WiFi
ข่าวที่เกี่ยวข้อง