รู้จัก 'แอนนา โซโรกิน' อีกหนึ่งไฮโซกำมะลอ

ข่าวบันเทิง 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เป็นข่าวโด่งดังอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน สำหรับสาว แอนนา โซโรกิน ผู้เข้าเมืองสัญชาติเยอรมันเชื้อสายรัสเซีย วัย 28 ปี ซึ่งรู้จักกันในแวดวงสังคมของนครนิวยอร์กว่า แอนนา เดลวีย์ ที่แอบอ้างเป็นทายาทเศรษฐีเยอรมัน และหลอกลวงคนทั่วนครนิวยอร์ก จนกระทั่งถูกตัดสินจำคุกระหว่าง 4-12 ปี จากความผิดจริงในข้อหาฉ้อโกงรวม 8 กระทง ที่รวมถึงการพยายามหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น

โดยคณะลูกขุนใหญ่มีมติเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ให้โซโรกินมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยเฉพาะการที่เธอปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอสินเชื่อจากธนาคารแห่งหนึ่ง ในวงเงิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.34 ล้านบาท) อ้างเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำหรับจัดตั้งองค์กรการกุศล แต่แท้จริงแล้วคือการนำมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อัยการยังแสดงหลักฐานว่าโซโรกินล่อลวงทรัพย์สินของผู้เสียหายอีกหลายคนได้รวมถึง 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.72 ล้านบาท) การกล่าวอ้าง ว่าได้รับมรดกจากครอบครัวเป็นมูลค่ามากถึง 67 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ (ราว 2,126.58 ล้านบาท) ความผิดทั้งหมดเกิดขึ้นระหว่างปี 2559 ถึง 2560

ในวันรับฟังบทลงโทษหลังจำคุกมานานกว่า 500 วัน โซโรกินยังปฏิเสธสวมเครื่องแบบนักโทษของเรือนจำ แต่กลับสวมชุดกระโปรงยาวแบรนด์เนมสีดำ รองเท้าสีดำ และสวมแว่นตาสีดำ จนอัยการเฉ่งว่าเธอไม่ได้สำนึกผิดอย่างแท้จริง แม้จะยอมสวมกุญแจมือและกล่าวขอโทษต่อหน้าผู้พิพากษาหญิงไดแอน คีเซล ซึ่งกล่าวเตือนสติโซโรกินว่าตกเป็นทาสและ มีความลุ่มหลงมัวเมากับลัทธิวัตถุนิยมจนไม่สามารถปล่อยวางได้ การใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ประสงค์ทำให้หญิงสาวต้องตกอยู่ในสภาพนี้

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ โซโรกิน จากเรือนจำบนเกาะไรเกอร์ส ที่เธอถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เธอพยายามอธิบายเรื่องที่ใช้ชีวิตกำมะลอต้นตุ๋นคนไปทั่วว่า เป็นความผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการให้คนยอมรับเท่านั้น เธอไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำ หากบอกว่าเสียใจก็จะเป็นการโกหกทุกคนรวมทั้ง ตัวเอง เธอไม่คิดเบี้ยวหนี้ที่ติดค้างโรงแรมหรูกลางเมือง 2 แห่ง บริษัทเครื่องบินส่วนตัว และธนาคารหลายแห่ง รวมถึงความพยายามล่อลวงกองทุนเก็งกำไรแห่งหนึ่งให้ปล่อยสินเชื่อให้เธอ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 789 ล้านบาท)

โซโรกินอ้างว่า ชื่อแอนนา เดลวีย์ที่เธอใช้และเป็นที่รู้จักนั้น เป็นชื่อกลางของมารดา ส่วนเรื่องปลอมแปลงเอกสารธนาคารก็เพราะฝันจะเปิดคลับส่วนตัวมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ (ราว 1,262 ล้านบาท) มีคนพร้อมร่วมลงทุนแต่เธอต้องเปิดคลับให้ได้ก่อน เธอไม่ได้กระหายเงินแต่กระหายการมีอำนาจ เพราะการที่มีผู้ชายทรงอิทธิพลทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์ มาให้ความสนใจทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เพื่อนฝูงอาจคิดว่าเธอมีเงินมากมาย แต่เธอไม่เคยพูดเลย เป็นการทึกทักไปเองเท่านั้น

โซโรกินที่อ้างตัวว่าเป็นทายาทเศรษฐีเยอรมัน มีกองทุนจ่ายเงินให้ใช้ชีวิตไฮโซ พักโรงแรมสุดหรู ใช้ของแบรนด์เนม และสังสรรค์กับแวดวงคนดังในย่านแมนฮัตตันเผยว่า เกิดใน รัสเซีย แต่ไปโตในเยอรมนี ไปเรียนด้านแฟชั่นที่กรุงปารีส เมื่ออายุ 19 ปี และใช้ชื่อ แอนนา เดลวีย์ ตั้งแต่นั้น ต่อมาเลิกกับ แฟนจึงเดินทางมาเที่ยวนิวยอร์กในปี 2556 แต่ไปๆ มาๆ มีเพื่อน มากกว่าที่ปารีส ก็เลยตัดสินใจอยู่ถาวร

อัยการระบุว่า โซโรกินใช้โปรแกรมโฟโตช็อปปลอมแปลง รายการเดินบัญชีธนาคาร 4 รายการ ระหว่างกลับไปเยอรมนี ช่วงปลายปี 2559 เพราะต้องการเร่งเปิดคลับเพื่อให้มีคนมาลงทุน เธอกลับมานิวยอร์กต้นปี 2560 แล้วใช้รายการปลอมเหล่านั้นยื่นขอสินเชื่อครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกจับครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันเพราะไม่จ่ายค่าที่พักโรงแรมหรูสองแห่งและค่ามื้อเที่ยงที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนได้รับการปล่อยตัวและถูกจับอีกครั้งในเดือนตุลาคม หากพ้นโทษคาดว่าทางการสหรัฐจะเนรเทศเธอไปเยอรมนี แต่เธออยากไปกรุงลอนดอนของ อังกฤษมากกว่า และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอีกหรือไม่ เธอยักไหล่พร้อมหัวเราะว่า อาจจะทำอีก

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมนักล่อลวงต้มตุ๋นอย่าง โซโรกิน หรือ con man ตัวพ่ออย่าง แฟรงค์ อบาเนล ซึ่งเรื่องราวถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด Catch Me If You Can จึงได้มีเสน่ห์ชวนให้เราลุ่มหลงยอมเป็นเหยื่อให้หลอกล่อ เจอร์รี วิลเลียมส์ อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอซึ่งเชี่ยวชาญเรื่อง คดีต้มตุ๋น บอกว่าคนหลอกลวงประเภทนี้มักมีนิสัยสนุกสนาน ดูน่าจริงใจ เปิดเผย มีวาทศิลป์ในการพูดให้คนรอบข้างคล้อยตาม ถึงได้ยอมถูกหลอกแบบง่ายๆ คนทั่วไปมองว่านักต้มตุ๋น เหล่านี้ไม่ได้กระทำความผิดอะไรมากมาย แค่ใช้เสน่ห์ล่อลวงให้เหยื่อไปติดกับเอง (โง่เอง) โดยเฉพาะในโลกตะวันตกที่ผู้คนล้วนยกย่องคนร่ำรวยและประสบความสำเร็จ จึงเข้าทางมนุษย์หลอกลวงจำพวกนี้

อีกประเด็นที่น่าสนใจ สายตาของผู้คนทั่วไปจะมองว่า ความผิดของคนต้มตุ๋นเหล่านี้ดูเบาเมื่อเทียบกับคดีอาชญากรรม อื่นๆ คนต้มตุ๋นไม่ได้ใช้ความรุนแรงจี้ปล้น ไม่มีคนล้มตายหรือ เจ็บตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การหลอกลวงก็คือการหลอกลวง เงิน ของเหยื่อถูกล่อลวงมาอาจเป็นเงินเก็บพวกเขาหามาทั้งชีวิต เมื่อถูกหลอกเอาเงินไปแล้วแทบไม่มีเหลือคืนกลับมาให้เหยื่อ ผลกระทบทางใจจึงรุนแรงและหนักหนาสาหัสไม่แพ้เหยื่อในคดีอาชญากรรมอื่นๆ เลย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ