'ต้นทุนความยุติธรรม'ของคนรุ่นใหม่หรือ?

ข่าวทั่วไป 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เจริญ คัมภีรภาพ

ภาควิชาสังคมศาสตร์

คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เมื่อครั้งที่ผมเขียนบทความเรื่อง "รัฐธรรมนูญที่คนไทยปรารถนา และศาลบนทางแพร่ง" เผยแพร่ลงในสื่อสารมวลชนเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น มีแรงบันดาลใจจาก "ความรู้สึกที่เป็นห่วงต่อสังคมการเมืองไทย" ต่อความคิดอ่านกันในเรื่อง ความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน การยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม (rule of law) หรือการปกครองโดยกฎหมายที่เป็นธรรม การยึดหลักนิติรัฐ (legal state) หลักการแบ่งแยกอำนาจและถ่วงดุล และ การปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism)

ตลอดจนความเป็นสากล และ/หรือความเป็นลักษณะเฉพาะ (sui generis) รวมความผนวกเข้ากับการใช้อำนาจแห่งรัฐเพื่ออ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจบังคับอยู่เหนือประชาชน โดยเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า "หลักการสำคัญๆ ดังกล่าวข้างต้นที่ว่านี้มีและใช้อยู่ในประเทศไทย"แม้บางครั้งได้ถูกใช้อย่างเบี่ยงเบน บิดเบี้ยวเป็นหลักการแบบไทยๆ ตามวิวาทะ ทางการเมืองร่วมสมัยของเยาวชนเวลานี้ว่า "ประเทศกูมี" แม้เวลาล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว "สังคมการเมืองไทยยังคงหันหัวเข้าสู่วิกฤติทางการเมือง" และข้ออ้างการปฏิรูปทางการเมืองอยู่ต่อไป

"ล่าสุดได้มีการเลือกตั้งทั่วไป ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ฉบับใหม่ ที่พยายามสร้างการเมืองแบบลูกผสม นำเอาอำนาจการเมืองที่มาจากประชาชน ผสมผสานกับอำนาจที่มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายอำนาจนิยมจากการรัฐประหาร โดยบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งไม่ได้มาจากรากฐานของประชาชนในทางการเมือง บรรจุใส่เข้าไปในโครงสร้างการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านกระบวนการบริหารยุทธศาสตร์ชาติ คล้ายๆ กับ คณะกรรมการกรมการเมืองกลไกทางการเมืองที่สำคัญ ใช้กันอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งลดทอนอำนาจของประชาชนและฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนให้มีบทบาทเชิง สัญลักษณ์ในทางการเมือง มากกว่าสารัตถะอำนาจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในทางการเมือง อันจะส่งผลให้สังคมการเมืองไทยในอนาคตหันหัวไปสู่การเป็นรัฐแบบราชการ ขยายอำนาจของรัฐชาติให้มีขอบเขตกว้างขวางขึ้น กว่าเดิมได้"

ผลผลิตจากโครงสร้างทางการเมืองและการใช้อำนาจทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญแบบลูกผสมของอำนาจทางการเมืองจากฝ่ายการเมืองกับระบบรัฐประหารทำให้ "สังคมการเมืองไทยเข้าสู่ความเป็นการเมืองแบบแย่งกันเป็นใหญ่ (hegemony) เด่นชัดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ" ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาในมิติทางการเมือง มิติเชิงอำนาจ และ ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังแล้ว

"ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งนี้ ยังมีแนวโน้มขยายเข้าไปสู่วิกฤติทางด้านความยุติธรรม (social justice) ดึงศาลและอำนาจตุลาการให้เข้ามามีบทบาทใกล้ชิดกับปัญหาข้อพิพาททางการเมือง เป็นฝักเป็นฝ่ายมากขึ้นจนข้ามพ้นเส้นเขตแดนที่เหมาะสมในเขตอำนาจและความสามารถของศาลที่ควรจะเป็น"ทั้งยังจะนำไปสู่ปัญหาความน่าเชื่อถือของประเทศ การแตกแยกความสามัคคีปรองดองภายในชาติอีกด้วย

"ความที่ว่านี้ไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงเอยด้วยชัยชนะของประชาชนและทุกฝ่ายร่วมกัน" ดังที่เห็นและแสดงออกได้จากตัวอย่างของสภาพการณ์ปัญหาและข้อกังขาที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งล่าสุด และกระบวนการใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ดำรงอยู่ในเวลานี้อย่างเห็นได้ชัด ทำให้การวิเคราะห์ถึงต้นสายปลายเหตุสภาพปัญหาทางการเมืองไทย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขพัฒนาหรือปฏิรูปทางการเมืองให้ได้ผลกันต่อไปนั้น

"สุจริตชนผู้มีจิตใจที่เป็นธรรม จะหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่คำนึงถึงลักษณะเชิงสังคมวิทยาทางการเมืองที่ก่อกำเนิดองค์กรอิสระนี้ ตลอดทั้งการบังเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 ทั้งจากการร่างรวมถึงผู้คนที่เข้ามาร่วม รับผิดชอบจัดทำรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้เลย"กล่าวโดยจำเพาะถึงสภาพการณ์และ แนวโน้ม ปัญหาของสภาพการเมืองไทยในอนาคตที่จะเปลี่ยนจากผู้เล่นหลักเดิมคณะรัฐประหาร คสช. ที่จะลดบทบาทในทางการเมืองลง ไปสู่ กกต. ที่จะเป็นคู่กรณีของความขัดแย้งทางการเมืองใหม่เบื้องหน้า ต่อไป

"เวลานี้นั้นสังคมการเมืองไทยจะเลือกใช้การแก้ไขปัญหาแบบซุกไว้ใต้พรมอย่างที่ทำกันมา หรือสังคมการเมืองไทยจะเลือกให้เด็ดขาดบนความถูกต้องตามกฎหมายที่ถูกต้องจากศาลที่มีความสามารถชี้ขาดให้ถูกต้องจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือกรณีอาจไม่ใช้ ทั้งสองวิธีข้างต้นเลย คืออาจประนีประนอม ออมชอมยอมกันไปอย่างไม่มีข้อสรุป ทิ้งให้เป็นต้นทุนทางการเมืองที่คนรุ่นต่อไป ในอนาคตต้องลงทุนถากถางไปสร้างเอาเอง ในอนาคตข้างหน้า จากปัญหาทางการเมือง ที่ถูกบ่มเพาะเอาไว้จากยุคปัจจุบัน"

สารัตถะของปัญหาความขัดแย้งอันเป็นผลสืบเนื่องจาก "การทำหน้าที่ของ กกต. ในการประกาศผลการ เลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2562" โดยใช้ดุลยพินิจและฐานอำนาจการคิดคำนวณจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อแก่พรรคการเมืองตามความในมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ซึ่งได้แนวทางจากแนวคำวินิจฉัยคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ว่า

"พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" นั้นใช่ว่าจะจบลงและลงเอยกันแบบเก่าๆ อย่างอดีตที่ผ่านมา เพราะผลจากการประกาศรับรอง สส. แบบบัญชีรายชื่อที่ กกต. ประกาศไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา

นัยว่าทำให้ "พรรคการเมืองขนาดเล็กได้ที่นั่งในฐานะ สส.แบบบัญชีรายชื่อขึ้นมา แม้ไม่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนที่เลือกไม่ถึงเกณฑ์จำนวน สส. ที่พึงมีตามความในมาตรา 91 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ก็ตาม ทำให้พรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบสิทธิเกิดความเสียหาย" หลายพรรคออกแถลงการณ์คัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของ กกต. เช่นว่านั้น

"เพราะจำนวนสมาชิก สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเหล่านั้น จะลดลงเนื่องจากต้องนำไปคำนวณเฉลี่ยที่นั่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็ก" ที่มีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ตาม รธน. มาตรา 91 ทำให้เสียงที่ประชาชนเลือกให้ต้องสูญเปล่า โดยตั้งใจจะดำเนินการยืนคำร้องหรือยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไปนั้น ถือเป็นต้นทุนทางการเมืองและต้นทุนทางความยุติธรรม ของสังคมการเมืองไทยที่ต้องแบกรับโดยเฉพาะให้คนรุ่นต่อไป

ทั้งนี้เนื่องจาก หากมองความขัดแย้งในประเด็นทางกฎหมายที่เป็นฐานรองรับการใช้อำนาจที่ผู้ใช้อำนาจมีเจตนาจงใจ กระทำการอย่างแจ้งชัดบนข้ออ้างทางกฎหมายที่แตกต่างกัน โดยพรรคการเมืองใหญ่ที่เสียหายจากการคิดคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อตามความในมาตรา 128 พระราชบัญญัติฯ เลือกตั้ง 2561 ของ กกต. เสียที่นั่ง สส. แบบบัญชีรายชื่อและคะแนนเสียงที่ประชาชน เลือกพรรคของตนไป

โดยถูกนำที่นั่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ไปคิดคำนวณแบ่งให้พรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งไม่ได้คะแนนเสียงตามเกณฑ์ที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 พ.ศ.2560 ซึ่งตั้งเกณฑ์ สส. บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองพึงมีเอาไว้อย่างแจ้งชัด "ในที่สุดประเด็นศูนย์กลางของข้อพิพาททางการเมืองในเรื่องนี้จึงไปสู่ข้อพิจารณาทางกฎหมาย" ในเรื่องการใช้กฎหมาย ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยของสังคมการเมืองไทย

"ทั้งที่มาตรฐานทางสังคมการเมืองและการใช้กฎหมายที่ถูกต้องนั้นถูกสั่งสมพัฒนามาไกลถึงเวลานี้แล้ว แต่กลับไปสู่คำถามแบบพื้นฐานที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาขึ้นมาได้ ในประการสำคัญที่ว่าการคิดคำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ส่งสมัครรับการเลือกตั้ง จะใช้เกณฑ์คิดคำนวณที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 91 หรือใช้เกณฑ์คิดคำนวณจาก มาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561"

ผมจึงเห็นและมีคำถามว่า "สังคมการเมืองไทยจะต้องสูญเสียต้นทุนทางการเมือง และต้นทุนด้านความยุติธรรมเป็นธรรมต่อเรื่องนี้ไปอีกนานเท่าใด? จะต้องสูญเสียโอกาสของชาติประเทศไปอีกนานเท่าใด? และจะต้องสูญเสียงบประมาณไปอีกเท่าไหร่?"ที่ทุกคนทุกฝ่ายจะต้องจ่ายและสูญเสียไปกับการได้ข้อยุตินี้ โดยเฉพาะต่อต้นทุนความยุติธรรม ที่เราไม่ต้องพลิกฟื้นการศึกษากฎหมายของชาติไทยใหม่ ปลูกและสร้างความรู้ทางนิติศาสตร์ของไทยเสียใหม่ พัฒนาสถาบันองค์กรทางด้านกระบวนการยุติธรรมกันเสียใหม่เลยหรือ?

ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสิ่งเล็กๆ อย่างสุภาษิตไทยที่ว่า "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" แต่บางทีก็ยังมีอีกหลายคน จากหลายฝ่ายคิดเช่นนั้นจริงๆ ถ้ายังวกวนอยู่กับปัญหาการเมืองในลักษณะเช่นนี้ จะนำชาติเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ได้อย่างไร?


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ