ปั้นEECทำรายได้ให้ประเทศ ปิดจ๊อบ5บิ๊กโปรเจกท์6.5แสนล้านมิ.ย.นี้

ข่าวเศรษฐกิจ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กล่าวในงานสัมมนา GAME CHANGER เกมใหม่ เปลี่ยนอนาคต Part 2 ในหัวข้อ EEC GAME CHANGER เศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย จัดโดย หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจต้องเผชิญกับภาวะความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงของประเทศเพื่อให้กับดักรายได้ ปานกลาง ไทยจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาประเทศ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี Thailand 4.0 จึงประกาศเป็นนโยบายขึ้นมา จึงเกิด EEC และอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้เป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างรายได้ให้ประเทศ

จากเดิมที่ไทยส่งออกต้องติดลบ GPD เติบโตได้น้อย จนในที่สุดการกำหนดเป้าหมายขึ้นมาเพื่อดึงนักลงทุนและเทคโนโลยีเข้ามา ทำให้ GDP ไทยสามารถโตได้เกิน 3% เห็นการลงทุนจากเอกชนในไตรมาสแรกปี 2562 บวกถึง 4.4% แม้เศรษฐกิจโลกจะเจอกับสงครามการค้าก็ตาม ดังนั้น ตามแผน 5 ปี EEC จะสะสมการลงทุนให้ไทยเองมีการลงทุนในสัดส่วนถึง 10% จากเดิมอยู่ที่เพียง 5% เท่านั้น ไทยต้องสะสมเทคโนโลยี และยังมีแผนด้านการศึกษาเพื่อเยาวชน สร้างงานใหม่ และแผนด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

สำหรับความคืบหน้าของ 5 โครงการโครงสร้าง พื้นฐาน EEC Project List ที่มีเงินลงทุน 650,000 ล้านบาทนั้น รัฐลงทุนประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยรัฐจะได้ผลตอบแทน 450,000 ล้านบาท ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน เตรียมเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาพร้อมกับโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ขณะที่โครงการสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ระหว่างการบินไทยและแอร์บัส ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่จะแล้วเสร็จลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนในเดือนมิถุนายน 2562 นี้ทั้งหมด

"ตอนนี้เรามีถึง 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งปีที่แล้วมีคนมาขอลงทุนผ่านสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กว่า 670,000 ล้านบาท อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง จะเข้า ครม. ในวันที่ 28 พฤษภาคม และจะเซ็นสัญญาในกลางเดือนมิถุนายนเช่นเดียวกับโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ที่จะเข้า ครม. 28 พฤษภาคมนี้เช่นกัน คาดว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งหมดจะจบกระบวนการภายในเดือนมิถุนายนนี้ สรุปได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถใช้ EEC สร้างฐานการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเปิดประตูเศรษฐกิจ และระดมการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงเพื่อสร้างกำลังผลักดันประเทศ" นายคณิศกล่าว

ดังนั้นในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีงานใหม่ใน EEC เพิ่มขึ้นกว่า 475,674 อัตรา โดยมีอาชีวศึกษา 253,114 อัตรา ปริญญาตรี 213,943 อัตรา ปริญญาโทและปริญญาเอก 8,617 อัตรา โดย 3 อันดับที่ต้องการ คือ ดิจิทัล โลจิสติกส์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

สำหรับวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก หรือบอร์ด EEC ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เพื่อพิจารณาผลการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับจาก โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 กับ กลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์ (บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์ จีดีเวลลอปเมนท์- บริษัทพีทีที แทงค์ เทอร์มินอล) ซึ่งยื่นประมูล เพียงรายเดียวอีกครั้ง


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ