คอลัมน์: เลาะรั้วเกษตร: กัญชา..อีกสักครั้ง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562 00:00:49 น.
แว่นขยาย
คุยเรื่องเกี่ยวกับกัญชามาหลายครั้ง คิดว่าจะ เลิกคุยแล้ว แต่มีเรื่องให้ต้องพูดถึงกัญชาอีก ด้วยความเป็นห่วง

วันก่อนได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาวิชาการเรื่อง "น้ำมันมะพร้าว....อาหารสมอง" ซึ่งจัดโดยชมรมอนุรักษ์น้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย ที่ไปฟังเพราะสนใจหัวข้อบรรยายเรื่อง "บูรณาการกัญชากับน้ำมันมะพร้าว" ผู้บรรยายคือ อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์

ตอนหนึ่ง อาจารย์ปานเทพบอกว่า ในตำรับยาไทยไม่เคยใช้น้ำมันกัญชาเพียง อย่างเดียว จะต้องมีส่วนผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาผลข้างเคียงของกัญชา เช่น อาจจะผสมกับขิงแห้ง ดีปลี และพริกไทย เพื่อแก้ไขเรื่อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ถ้าใช้กัญชา เพียวๆ พร้อมกับยกกรณีตัวอย่างของการทดลองใช้สารสกัดจากกัญชากับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ในปริมาณที่แตกต่างกัน ในแต่ละช่วงเวลา เป็นระยะเวลานานประมาณ 80 วัน ปรากฏว่าผู้ป่วยหายจากการเป็นมะเร็งเม็ด เลือดขาว แต่ไม่รอดชีวิต เพราะไปมีอาการอื่นแทน เช่น เบื่ออาหาร อาเจียน และสุดท้ายติดเชื้อในกระแสโลหิต

อาจารย์ปานเทพยังบอกอีกว่า น้ำมันกัญชาที่ผลิตกันอยู่ในประเทศไทยนั้น มีวิธีการสกัดน้ำมันที่แตกต่างกัน ซึ่งสรรพคุณของน้ำมันที่ได้ก็แตกต่างกัน และการนำไปใช้ก็จะไม่ใช้น้ำมันกัญชาเพียวๆ แต่จะผสมกับน้ำมัน อย่างอื่น ที่นิยมผสมกันคือน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว เป็นไขมันชนิดอิ่มตัวที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย มีสรรพคุณในการต่อต้านเชื้อโรค ช่วยให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดี มีสารคีโตนซึ่งเป็นพลังงานที่สำคัญสำหรับสมองของคน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันโรคสมองเสื่อมได้

อาจารย์ปานเทพจึงทิ้งท้ายไว้ว่า น่าทำการศึกษาต่อว่าน้ำมันกัญชาที่หลายคนนำไปรักษาโรคที่เป็นอยู่ แล้วบอกว่าทำให้อาการดีขึ้นหรือหายไปเลยนั้น แท้ที่จริงแล้วมาจากสรรพคุณของกัญชา หรือน้ำมันมะพร้าวกันแน่

เมื่อฟังแล้ว ก็ทำให้กลับมาคิดว่า สิ่งที่หลายคน หลายฝ่าย กำลังเรียกร้องให้ปลูกกัญชา และผลิตสารสกัดจากกัญชาเพื่อนำมารักษาโรคได้อย่างถูกกฎหมายนี้ เรามีข้อมูลทางวิชาการที่เพียงพอ เรามีผลการทดลองที่เชื่อถือได้จริงๆ แล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงกระแส เป็นเพียงความบังเอิญที่ได้ผลดีกับผู้ป่วยเพียงไม่กี่ราย แต่ไม่อาจจะใช้กับผู้ป่วยทุกรายได้ เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งเราตื่นเต้นกับ ต้นหนานเฉาเหว่ย หรือ ป่าช้าเหงา ว่าสามารถรักษามะเร็งได้ แต่ปรากฏว่ามีผลข้างเคียงอย่างอื่นตามมาอันมีสาเหตุมาจากการบริโภคหนานเฉาเหว่ยติดต่อกันเป็นเวลานาน

มีการเรียกร้องให้ถอดกัญชาและกัญชง ออกจาก พ.ร.บ.ยาเสพติด และอนุญาตให้ชาวบ้านปลูกกัญชาได้อย่างเสรีทุกบ้าน บ้านละ 5-6 ต้น หรือบางคนก็เรียกร้องให้ปลูกกัญชาเป็นแปลงใหญ่ โดยอ้างประเทศเพื่อนบ้านว่าเขาปลูกได้เป็นพันๆ ไร่ อันที่จริงทราบจากคนรู้จักที่อยู่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ว่า จับกุมและยึดกัญชาได้แทบทุกวัน รวม แล้วเดือนละหลายสิบตัน อันแสดงให้เห็นว่าในความเป็นจริงก็มีการลักลอบปลูกกัญชากันอยู่ไม่น้อยแล้วในบ้านเรา

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่ากัญชาล้นตลาด ไม่ว่าจะที่แคนาดา หรือ สหรัฐอเมริกา ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ บ้านเรา ที่บอกว่าส่งกัญชาไปขายที่สหรัฐอเมริกา ตอนนี้อเมริกาก็ปฏิเสธไม่รับซื้อแล้ว โดยอ้างว่ากัญชาเหล่านั้นมีสารปนเปื้อน ซึ่งเป็นคำปฏิเสธที่ใช้อ้างได้ในทุกกรณี

พรรคการเมืองที่ชูนโยบายกัญชาเป็นนโยบายหลักของพรรค ถึงกับประกาศว่าถ้าใครไม่สนับสนุนนโยบายกัญชา จะไม่ยอมร่วมรัฐบาลด้วยนั้นคงต้องเหลียวหลังแลหน้าอย่าออกตัวแรง ค่อยเป็นค่อยไป เหมือนที่เล่นตัวชิลล์ๆ กับการร่วมจัดตั้งรัฐบาลอย่างที่ทำอยู่นี้จะดีกว่า...

สหรัฐอเมริกา และแคนาดาเอง ที่มีการใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย แต่ก็มิใช่ทำได้อย่างเสรีทุกรัฐ ยังมีบางรัฐที่ยังไม่ยอมทำให้กัญชาถูกกฎหมาย เพราะภายใต้กฎหมายภาษีถือว่ากัญชาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1 ที่ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกัญชาไม่สามารถหักภาษีนิติบุคคลได้ ธุรกิจกัญชาที่มีรายได้สูงจึงเสียภาษีมาก แต่ถ้ากัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายรัฐจะสูญเสียรายได้จากภาษีไปสูงมาก

บ้านเราก็เถอะ...ผู้เชียร์ให้กัญชาถูกกฎหมายหวังว่าจะนำมาใช้รักษาโรคได้สารพัด...นั่นก็ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากหลบๆ ซ่อนๆ และซื้อหามาใช้ในราคาแพง อีกกลุ่มหนึ่งก็หวังว่าถ้ากัญชาถูกกฎหมายจะสามารถปลูกกัญชาเป็นพืชทองค้าขายได้ร่ำรวย..นี่ก็อีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะส่วนหลังนี้ต้องทำใจไว้ด้วยว่า ปลูกกัญชากันมากๆ อาจจะผิดหวัง...ไม่ร่ำรวยอย่างที่คิด.....ผลผลิตอะไรที่มากเกินไปราคาย่อมตกต่ำเป็นธรรมดา

โรคผิดหวังนี่ กัญชาก็คงช่วยไม่ได้....
ข่าวที่เกี่ยวข้อง