สู้สงครามการค้า ไทยปรับกลยุทธ์ระยะยาวรับมือ

ข่าวเศรษฐกิจ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมกำหนดแนวทางการรับมือในเรื่องสงครามการค้า ระหว่างจีน-สหรัฐฯ พร้อมกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ การค้าระยะยาวที่จะต้องพิจารณาระบบการค้าและการลงทุน (Trade & Investment Ecosystem) ทั้งระบบให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของการค้า โดยเน้นผลักดันและกระตุ้นการมีส่วนร่วมระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป

"ขณะนี้การค้าไม่แน่นอนและมีความท้าทายสูง ปัจจัยสำคัญของการการกระตุ้นส่งออก คือ การช่วงชิงโอกาส (Speed) และกลยุทธ์ (Strategy) ให้ตอบโจทย์อย่างตรงจุด เพื่อเร่งผลักดันการขายตามความต้องการของตลาด" นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

โดยในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมเพื่อหารือกับตัวแทนอุตสาหกรรมกว่า 20 สมาคมกลุ่ม เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ และการปรับกลยุทธ์ผลักดันการส่งออกสินค้าศักยภาพ ข้างต้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้จะนำผลหารือจาก การประชุมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ (กนศ.) ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 เพื่อกำหนดแนวทางการรับมือในเรื่องสงครามการค้า และกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวที่จะต้องพิจารณาระบบการค้าและการลงทุน (Trade & Investment Ecosystem) ทั้งระบบให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของการค้าโดยเน้นผลักดันและกระตุ้นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป

พร้อมชี้แจงว่า มาตรการสินค้าของสหรัฐฯตอบโต้จีนใน กลุ่มสินค้า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การตอบโต้ของจีน ในกลุ่มสินค้าสหรัฐฯ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั้น เป็นสินค้ากลุ่มเดิมที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 แต่สหรัฐฯ มีการปรับอัตราภาษีจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 25 สำหรับมาตรการสหรัฐฯ และจีนปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 5-25 และตัดสินค้าจำนวน 67 รายการ ส่วนใหญ่คืออุปกรณ์รถยนต์ เช่น เบรก ล้อรถ คลัช เพลา/แกนรถ ถุงลมนิรภัย

สำหรับมาตรการของจีน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2561- ไตรมาส 1 ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน พบว่าสินค้ากลุ่มนี้ มีนัยสำคัญและส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการ ส่งออกไทย เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานหลายประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ของไทย อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ามาตรการ ระหว่างกันล่าสุดในสินค้ากลุ่มนี้ จะไม่ส่งผลกระทบ สร้างความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากนักไปกว่าระยะ ที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นสินค้ากลุ่มเดิมที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว และผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับตัว โดยเราเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ตัวเลขการส่งออก เดือนเมษายน 2562 มีแนวโน้มหดตัวในอัตราที่ลดลง โดย คาดว่าผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับกลยุทธ์ ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และมาผลิตในตลาดที่สามนอกประเทศจีนในประเทศที่สาม มากขึ้น เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ