'ฝุ่นพิษ'วิกฤติสิ่งแวดล้อม อย่าปล่อยให้เป็นแค่'ไฟไหม้ฟาง'

ข่าวทั่วไป 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"เมื่อฝนมา..ฝุ่นจะไป" ไม่ใช่ชื่อเพลงที่ไหนแต่หมายถึง ณ วันนี้เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ดูเหมือน "PM2.5" หรือฝุ่นขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน จะค่อยๆ เลือนหายไปจากความสนใจของสังคมไทย "ทั้งที่ไม่กี่เดือน ก่อนหน้านั้นไม่ว่าที่ไหนก็หวั่นวิตก" ตื่นตระหนก หวาดกลัวราวกับวิกฤติวันโลกาวินาศ บนโลกออนไลน์มีการแห่โพสต์ภาพสถานที่ต่างๆ ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นพิษ ภาพเครื่องวัดปริมาณฝุ่นแบบพกพาที่แสดงค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ที่ร่างกายมนุษย์ทนได้ ภาพคนสวมหน้ากากอนามัย หนักเข้าบางภาพถึงขั้นโชว์การอาเจียนเป็นเลือดเพราะฝุ่นก็มี

ช่วงต้นเดือนพ.ค. 2562 ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนประจำปี 2562 อย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่วัน ศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาเรื่อง "ทางออกฝุ่นพิษ PM 2.5" ณ คณะนิติศาสตร์ มธ. (ท่าพระจันทร์) ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักศึกษาปริญญาโท วิชา น.784 ปัญหาการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อม เชิญวิทยากรหลายภาคส่วนมาร่วมให้มุมมอง

สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้าน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการ สิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า สาเหตุของฝุ่น PM2.5 "หากเป็นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย" สาเหตุหลักมาจาก "การเผาในที่โล่ง" เช่น เผาตอซังข้าวโพดเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูฝน ซึ่งปลูกกันเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ล้านตันต่อปี ไม่เฉพาะการเผาในฝั่งไทยแต่ยังพบในประเทศเพื่อนบ้านด้วย นอกจากนี้ยังมีการเผาเพื่อหาเห็ดเผาะ การเผาเพื่อล่าสัตว์ป่า รวมถึงไฟป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากปรากฏการณ์ เอลนิโญ (El Nino) ที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น

เมื่อประกอบกับภูมิประเทศ เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เป็นแอ่งกระทะ เมื่อเจอความกดอากาศสูงฝุ่นก็ไม่สามารถระบายออกไปไหนได้ "แต่หากเป็นในกรุงเทพมหานคร (กทม.)" ช่วงเดือนพ.ย.-ก.พ. ของทุกปีนั้นเป็นเพราะอากาศในช่วงดังกล่าวค่อนข้างนิ่ง อุณหภูมิก็ต่ำเพราะอิทธิพลของความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ประกอบกับมีหมอกละอองน้ำค่อนข้างมาก (Winter Smog) มาผสมกับ "ฝุ่นจากการจราจร" ซึ่งเมืองหลวงของไทยมีรถยนต์อยู่ถึง 9.8 ล้านคัน ในจำนวนนี้ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ล้านคัน

สนธิ อ้างอิงผลการศึกษาของ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) พบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝุ่น PM2.5 เกิดจากไอเสียรถยนต์ถึงร้อยละ 52 โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าพร้อมกันหลายเส้นทาง ทำให้การจราจรยิ่งติดขัดมากขึ้น "ช่วงจังหวะที่รถเริ่มแล่นกับกำลังจะหยุดแล่น (Start-Stop) นี้เองที่เครื่องยนต์จะปล่อยฝุ่นจากไอเสียออกมามากที่สุด" แน่นอนยิ่งรถติดยิ่งทำให้เกิดจังหวะ ดังกล่าวถี่ขึ้นไปด้วย

"ต้องเข้าใจว่าฝุ่น 2.5 เกิดจากการเผาไหม้ มันก็ขึ้นจากท่อไอเสียลอยขึ้นไป ปกติอากาศเคลื่อนที่จากร้อนไปเย็น แต่ กทม. ช่วงนั้นมีหมอก มีละอองน้ำ และมีความกดอากาศสูงหรืออากาศเย็นมากดไว้ แต่พอเคลื่อนไปแล้วเหมือนมีฝาชีมาครอบ แล้วข้างบนนั้นก็มีแสงแดดก็ร้อนก็ลอยต่อไป ไม่ได้ แล้วลมก็นิ่ง ถามว่าทำไมลมนิ่ง? เพราะ กทม. มีตึกสูงเยอะ มีพื้นที่สีเขียวน้อย ตึกสูงมันบังหมด มันก็เลยตกลงมามีผลกระทบต่อประชาชน ปกติเรามีปัญหาฝุ่นจากเครื่องยนต์ดีเซลอยู่แล้วแต่มันออกไปหมด แต่พอช่วงนี้อากาศมันกดมีฝาชีครอบมันเลยไม่ไปไหน" สนธิ กล่าว

ขณะที่ สมศักดิ์ ศิริวนารังสรรค์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลต่อกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เหตุที่ปีนี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ถูกพูดถึงกันมากเพราะมีการติดตั้งเครื่องวัดปริมาณฝุ่นเพิ่มขึ้น ข้อมูลจึงเพิ่งถูกเปิดเผยออกมาทั้งที่คงจะมีมาหลายปีแล้ว ซึ่งขณะนี้ สธ. อยู่ระหว่างพัฒนาศักยภาพของแพทย์ให้สามารถวินิจฉัยโรคที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 ได้ ทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ

ซึ่งต้องยอมรับว่า "ในทางกฎหมาย ไม่ง่ายที่จะเอาผิดแหล่งก่อมลพิษ เพราะปัญหา สิ่งแวดล้อมมีหลายกระทรวงเกี่ยวข้อง" อาทิ เคยมีกรณีประชาชนร้องเรียนกับ สธ. ว่าโรงงานหรือบ่อทิ้งขยะก่อมลพิษสร้างความเดือดร้อนรำคาญ แต่พอ สธ. จะไปดำเนินคดี กลับถูก ผู้ประกอบการฟ้องเรียกค่าเสียหาย พร้อมๆ กับที่กระทรวงอื่นซึ่งดูแลโรงงานหรือบ่อขยะบอกว่าโรงงานหรือบ่อขยะก่อสร้างได้ถูกต้องตามมาตรฐาน จนแม้แต่ศาลก็ยังถามว่าตกลงจะเชื่อกระทรวงไหน? หน่วยงานรัฐด้วยกันแท้ๆ ยังเห็นไปคนละทาง

"ผมว่าการแก้ไขปัญหามันไม่ใช่หน่วยไหนต้องรับผิดชอบ มันต้องช่วยกันจริงๆ ทุกกระทรวงต้องช่วยกัน และภาคเอกชนด้วย ผมก็ได้ยินมาว่ามีภาคเอกชนไปส่งเสริมให้ทำข้าวโพดที่อีกฝั่งหนึ่ง มันเป็นมลพิษข้ามแดน มันเป็นปัญหาระดับชาติ ผมก็ไม่แน่ใจว่า จะเอาอยู่ไหมถ้าไม่สามารถคุยในระดับอาเซียนได้ เพราะทำเฉพาะเมืองไทยคงแก้ไม่ได้" ผอ.กองประเมินผลต่อกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กล่าว

นพร โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการศูนย์ กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มธ. ให้ความเห็นว่า "ระบบกฎหมายไทยเชื่อว่า การควบคุมสั่งการจะแก้ปัญหาได้" เช่น กำหนดให้การเผาป่ามีโทษจำคุกและปรับ ซึ่งเป็นเพียงมาตรการพื้นฐานที่สุดเท่านั้น "แต่ มาตรการทางอาญาไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม" อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ทางออกที่ควรจะเป็นคือ "การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์" ดังตัวอย่างในประเทศสกอตแลนด์ มีหน่วยงานชื่อ "Scottish National Heritage" ดูแลอุทยานแห่งชาติในภาพรวม พร้อมกับมี "คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง ซึ่งคณะกรรมการในส่วนนี้จะมีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปร่วมออกแบบหรือคัดค้านนโยบายบริหารจัดการพื้นที่ด้วย" ด้วยความเชื่อที่ว่า "ผู้ใช้ประโยชน์และผู้ดูแลรักษาคือ ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่" ผลที่ได้คือลดการเผชิญหน้า ระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายประชาชน

"การที่รัฐบอกว่ารัฐมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการจัดการทรัพยากร การดูแลทรัพยากรในสภาพของรัฐมันทำไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่นั้นจะไม่มีปัญหาตัดไม้ ปัญหาการล่าสัตว์ป่าเลยถ้ารัฐมีความสามารถเพียงพอ เราต้องเปลี่ยนผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ให้ กลายเป็นพันธมิตรในการดูแลรักษาป่า ผมรับ ความคิดเห็นเรื่องกฎหมาย ถ้าผมจำไม่ผิดมีชาวบ้านบอกว่าที่อำเภอของเขาไม่มีการเผาเลยแม้แต่จุดเดียว เพราะชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ เขาก็รู้ ว่านี่คือบ้านของเขา เขาต้องสงวนดูแลไว้และรัฐก็ได้คนดูแลเพิ่มโดยไม่ต้องเสียอะไรสักบาท" นพร กล่าว

ผอ.ศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มธ. ย้ำว่า "รัฐไม่ควรทำแต่การห้ามเพียงด้านเดียว แต่ต้องส่งเสริม แรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อีกด้านหนึ่งด้วย" เช่น เกษตรกรกลุ่ม "ไร่อ้อย หากเป็นการตัดโดยไม่เผาต้องใช้การตัดถึง 7 ครั้ง กว่าจะนำขึ้นรถบรรทุกไปได้ แต่หากเผาแล้วจะลดการตัดลงเหลือเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันโรงงานน้ำตาลที่รับซื้ออ้อยจากเกษตรกรก็ไม่อยากได้อ้อยที่เผาแล้วเพราะความหวานลดลง "รัฐควรพิจารณาว่าจะสนับสนุนเทคโนโลยีช่วยเกษตรกรตัดอ้อยโดยไม่ต้องเผาได้อย่างไรบ้าง" เป็นต้น

หรือกรณีของโรงงานอุตสาหกรรม "หากไปดูในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) พบว่ามีระบบเฝ้าระวังการปล่อยมลพิษของโรงงานแต่ละแห่งอย่างละเอียดมาก" รัฐสามารถรู้ว่า โรงงานไหนปล่อยมลพิษบ้าง "รัฐต้องกำหนดให้เอกชนต้องรายงานความสามารถในการจัดการมลพิษ" ซึ่งในประเทศไทย "สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)" สามารถเข้ามาช่วยได้ ด้วยการให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต้องรายงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้ปัญหาฝุ่นลดลง

"จริงๆ แล้วถ้าจะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิตมันต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคจะเป็นผู้กำหนดกระแสความนิยมของสินค้า ผมก็แปลกใจที่ควันพิษจากฝุ่นมันเยอะมาก แต่ท่านจะซื้อรถ EV (Electric Vehicle-รถยนต์ไฟฟ้า) ท่านเสียภาษีเยอะกว่ารถที่ใช้น้ำมันดีเซลอีก ผมว่านโยบายฝุ่นภาคเมืองมันลักลั่นอยู่ พอสมควร" ผอ.ศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มธ. ตั้งข้อสังเกตประเด็นฝุ่นในเมือง

ด้าน ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์กรีนพีช (Green Peace) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า "กรณีฝุ่นในกรุงเทพฯ บางครั้งอาจไม่ได้มาจากรถยนต์เสมอไป" โดยอาจขึ้นอยู่กับทิศทางลมด้วย เช่น ในประเทศกัมพูชาที่จีนเข้าไปลงทุนทำสวนยางพารา ทำให้มีการเผาป่ากันมาก "ในเดือน ม.ค.-ก.พ. พบจุดความร้อนในกัมพูชาเพิ่มขึ้นนับหมื่นจุด" อย่างไรก็ตาม "เรื่องนี้ยังฟันธงไม่ได้" ว่าสามารถเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ได้หรือไม่

"มันมีงานวิจัยที่ทำแบบจำลองไฟป่าที่ เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มันมีควันไฟบางส่วนที่ทะลุขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศที่เครื่องบินใช้บิน หรือ 10 กิโลเมตร แล้วมันก็สามารถกระจายไปได้ไกล มันก็เป็นอย่างนั้นก็ได้ นักวิชาการหลายท่านพูดว่าไม่ต้องไปพูด ถึงมันเรื่องข้ามพรมแดน มันไม่น่าส่งผลกระทบ มากเพราะกรุงเทพฯ มันเป็นโดมความร้อน อย่างไรมันก็อยู่แถวๆ นี้ แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงและทำการศึกษาต่อไป เพราะผมมองว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่อย่าง โดดเดี่ยว" ธารา ฝากประเด็นชวนคิด

รายงาน "โครงการศึกษาแหล่งกำเนิด และแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล" โดยกรมควบคุมมลพิษ ที่เริ่มเก็บข้อมูลฝุ่น PM2.5 ระหว่างปี 2554-2561 พบว่าในทุกปี ปริมาณฝุ่นจะมากขึ้นเกินกว่าค่ามาตรฐานคือ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในช่วงเดือน พ.ย.-เม.ย. และช่วงที่วิกฤติที่สุดจะอยู่ระหว่างเดือนม.ค.-ก.พ.

ขณะที่รายงาน "สรุปสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าปี 2561 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน)" โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (เชียงใหม่) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในบทนำระบุว่า สถานการณ์ปัญหาหมอกควันและไฟป่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเริ่มมีความรุนแรงในช่วงเดือนก.พ.-เม.ย.

ฉะนั้นก็เชื่อได้เลยว่า..หากไม่มีแผนแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้านในระยะยาวและเป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน "เมื่อฝนจากไป..ฝุ่นจะกลับมา" เป็นเทศกาลวนเวียนเช่นนี้ไปอีกนาน!!!

หมายเหตุ : ขอบคุณภาพวิทยากร ทั้ง 4 ท่าน จากเฟซบุ๊คแฟนเพจ "คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"

บรรยายใต้ภาพ

นพร โพธิ์พัฒนชัย

สนธิ คชวัฒน์

ธารา บัวคำศรี

สมศักดิ์ ศิริวนารังสรรค์

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ