'หนองจิก'ชุมชนเก่า'สงขลา'ใช้'วิจัย'ปลูก'สำนึกรักท้องถิ่น'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 11 มิถุนายน 2562 00:00:51 น.

พูดถึง "จังหวัดสงขลา" เชื่อว่า "อำเภอหาดใหญ่" น่าจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงด้วยความเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแหล่งใหญ่ของภาคใต้ตอนล่างที่ในวันหยุดมักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยรวมถึงเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม หากดูประวัติของอำเภอ หาดใหญ่ทำให้ทราบว่าพื้นที่แห่งนี้เจริญขึ้นอย่าง ก้าวกระโดดด้วยการมาถึงของทางรถไฟสายใต้ เมื่อราวร้อยปีที่แล้ว

โดยก่อนหน้านั้นศูนย์กลางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ "อำเภอเมืองสงขลา" อันมีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะเมืองท่าสำคัญยุคที่การค้าทางทะเลเฟื่องฟู เมื่อหลายร้อยปีก่อน ทำให้เป็นแหล่งรวมผู้คน หลากหลายเชื้อชาติ-ศาสนา จนปัจจุบันยังหลงเหลือ ร่องรอยอารยธรรมที่ผสมผสานกันระหว่างไทยพุทธ จีนและมุสลิม เกิดเป็นอัตลักษณ์ที่เรียกว่า "สามหลัก ผสานเกลียวเป็นหนึ่งเดียวในบ่อยาง" โดยย่านเมืองเก่าจะตั้งอยู่ที่ "ตำบลบ่อยาง" ถึงกระนั้นที่นี่ก็เหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ที่คนรุ่นหลังมองข้าม จนทำให้ขาดการดูแล

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้จัดทำ "โครงการวิจัยการเสริมสร้างพลังท้องถิ่น ด้านคุณค่า มูลค่า และการสืบสานมรดกวัฒนธรรม "เมืองเก่าสงขลา" ให้เข้มแข็งสู่การเป็นเมืองมรดกเราและเมืองมรดกโลก" ร่วมกับ สถาบันอาศรมศิลป์ บนพื้นที่ "หนองจิก" ชุมชนที่ยังมีร้านค้าในตัวอาคารซึ่งยังคง รูปแบบสถาปัตยกรรมเดิมไว้ และคนในชุมชนก็ยัง สามารถบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์บ้าน ของตนได้

ผลสำเร็จของชุดโครงการวิจัยในปีแรก (2560 - 2561) นอกเหนือจากการหนุนเสริม หน่วยงานระดับจังหวัด ทำให้เกิดแผนแม่บทการบริหารจัดการโครงการปรับปรุงแหล่งโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ (สงขลาสู่ มรดกโลก) จนพื้นที่หนองจิก กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบ "ถนนเรียนรู้คู่วัฒนธรรม (ชุมชนเก้าห้องหนองจิก-นางงาม)" แล้ว หนึ่งในสามของงานวิจัยภายใต้ชุดโครงการนี้ยังได้ทำให้เห็นรูปธรรมของการจะทำให้คนรุ่นหลังมีจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองที่รักในความเป็นเมืองเก่าสงขลา และต้องการสืบทอดมรดกเหล่านี้ด้วย

อภิษฎา ทองสะอาด หัวหน้าโครงการวิจัย "การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้วยระบบคุณค่า เพื่อสื่อสารความเป็นพลเมือง รักษ์สงขลา อย่างสร้างสรรค์" กล่าวว่า งานวิจัยที่ผ่านมาใช้ กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อดึงทุกภาคส่วน มาทำงานวิจัยร่วมกัน เกิดเป็นภาคีเครือข่าย ที่ประกอบด้วยนักวิชาการ ปราชญ์ท้องถิ่น ชุมชนเก้าห้องถนนหนองจิก-นางงาม องค์การบริหารส่วน จังหวัดสงขลา และเทศบาลนครสงขลา รวมทั้ง ผู้บริหารและครูจาก 10 โรงเรียนในพื้นที่สงขลา

ด้วยโจทย์ร่วมกันคือนำความรู้ คุณค่า และภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่ มาบูรณาการเป็นแผนการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ ที่สุดท้ายทำให้ได้ "หลักสูตรท้องถิ่น เยาวชนรักษ์ถิ่นสงขลา สามหลักผสมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวใน บ่อยาง" และ "ชุดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ถนนเรียนรู้คู่วัฒนธรรมชุมชนเก้าห้อง ถนนหนองจิก- นางงาม" ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันทั้ง 10 โรงเรียนที่เข้าร่วม โครงการได้นำตัวหลักสูตรและชุดการเรียนรู้นี้ ไปทดลองการสอนในโรงเรียนของตนเองในปีการศึกษาที่ผ่านมา และทำให้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวเด็กและครู

"อย่างในกิจกรรมทัศนศึกษาที่จะพาเด็กๆ ไปรู้จักชุมชนนั้น ทางโรงเรียนและคุณครูก็จะมีการสร้างความเข้าใจให้เด็กก่อน เน้นการพาไปดูแบบ มีความหมาย ให้เด็กได้พูดคุยกับคนในชุมชนเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมาของพื้นที่ ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้และได้เชื่อมโยงตัวเองกับสถานที่และผู้คน นำไปสู่ความรู้สึกความผูกพันกับชีวิตของคนและสถานที่แห่งนี้ เห็นได้จากในกิจกรรมการนำเสนอผลงานทางวิชาการของเด็กๆ ที่เด็กได้เลือกนำสิ่งที่เขาเห็นจากไปทัศนศึกษาในพื้นที่ ไปพูดคุยกับคนในชุมชน มาเป็นหัวข้อนำเสนอ"อภิษฎา ระบุ

อภิษฎา ยังกล่าวอีกว่า ส่วนการวิจัยที่ทำต่อในปีนี้ นอกเหนือจากการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่นเยาวชนรักษ์ถิ่นสงขลา : สามหลักผสานเกลียวเป็น หนึ่งเดียวในบ่อยาง ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นแล้ว ยังมองถึง "การเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ตามอัธยาศัย"โดยเฉพาะกับคนในชุมชน เช่น การเรียนรู้เชิงวิชาชีพ ด้วยการทำงานกับภาคีเครือข่ายผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ กิจกรรมการสร้างบอร์ดเกม การทำคลิป แผนที่คนดี ผลิตภัณฑ์เมืองเก่า เป็นต้น

ขณะที่ กิตติ สัจจวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาพื้นที่ สกสว. กล่าวเสริมว่า นอกเหนือจากการสร้าง แรงบันดาลใจให้โรงเรียนและครูด้วยการสร้างหลักสูตรแล้ว การผลักดันเชิงนโยบายให้หน่วยงานรับผิดชอบมีการผนวกหลักสูตรนี้เข้าไปอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน เป็นอีกสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น พร้อมไปกับการทำให้เด็กที่จะเติบโตมาทดแทนคนรุ่นปัจจุบันได้เห็นว่าคุณค่าเหล่านี้สามารถแปลงเป็นทุนในการดำเนินชีวิตของตนเองได้ ให้คนรุ่นใหม่สามารถมีอาชีพใหม่ๆ จากคุณค่าของวัฒนธรรมที่มี

ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่แห่งนี้ เติบโตเป็นพลเมืองที่มีความผูกพัน และ ต้องการรักษา "รากเหง้า" เหล่านี้ให้คงอยู่ ต่อไป!!!
ฝ่ายบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่สำนักงานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง