คอลัมน์โลกการค้า: อะไรคือเหตุผลแท้จริง(ที่ซ่อนเร้น) ที่ทำให้รัฐบาลไม่ปกป้องอุตฯเหล็กในประเทศ

ข่าวเศรษฐกิจ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

กระบองเพชร

รู้สึกงงกับวิธีคิดของรัฐบาลกับการดูแลผู้ประกอบการในประเทศ...เพราะว่ามาตรฐานมันช่างหลายมาตรฐานเสียจริง...เห็นกันชัดๆ กับเรื่อง...ทีวีดิจิทัล...ยอมให้ ผู้ประมูลใบอนุญาต...ไม่ต้องชำระค่าใบอนุญาตงวดที่เหลือ 2 งวด กรณีที่จะทำต่อ...และคนที่ทำต่อไม่ไหวก็ให้คืนใบอนุญาตได้แถมยังได้รับเงินชดเชยไปอีกก้อนใหญ่...!!คำถามแรกเหตุใดจึงใช้ผลประโยชน์ของรัฐไป อุ้มนายทุน?????

คำถามที่สองแล้วธุรกิจอื่นๆ ทำไมปล่อยให้เขาลำบากยากแค้นจนต้องทยอยปิดกิจการปลดพนักงาน....เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก....ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจากที่...สหรัฐกับจีนประกาศสงครามการค้า ระหว่างกัน...ได้ส่งผลกระทบของสงครามการค้าต่ออุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ.อย่างหนักหน่วง...

ทั้งนี้ก็เพราะว่า...สหรัฐอเมริกาในฐานะที่นำเข้าสินค้าเหล็กสุทธิมากที่สุดของโลก ตระหนักถึงภัยคุกคาม ที่รุนแรงจากการทะลักเข้าของสินค้าเหล็กจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน...แม้จะมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและตอบโต้การอุดหนุนสินค้าเหล็กจากต่างชาติหลายมาตรการอยู่แล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจ ยึดเหตุผลความมั่นคงแห่งชาติ ใช้มาตรการ 232 กำหนด อากรนำเข้าสินค้าเหล็ก 25%...เป้าหมายก็เพื่อปกป้องผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศให้สามารถใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 70% เป็นมากกว่า 80%...ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้..ประเทศต่างๆ ที่ถูกสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ 232 ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการส่งออกมายังประเทศไทย และ/หรืออาเซียนเพิ่มขึ้น..

ทำให้ตัวเลขการนำเข้าเหล็กต่างชาติของไทยพุ่งพรวดอย่างผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา...และเห็นความผิดปกติชัดเจนมากขึ้นอีกในปี 2561...เมื่อพบว่าไทยมีการนำเข้าสุทธิสินค้าเหล็กสูงสุดเป็นอันดับสองของโลก มากถึง 13.6 ล้านตัน รองจากสหรัฐอเมริกา (23.1 ล้านตัน)....ทั้งที่เศรษฐกิจของประเทศไทย เทียบจากจีดีพีมีขนาดเพียง 1 ใน 42 ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น....ซึ่งตัวเลขการนำเข้าของไทยอย่างนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าส่งผลกระทบเสียหายต่อผู้ผลิตสินค้าเหล็กในประเทศไทยอย่างหนักจนกำลังการผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง.....ตัวเลขในช่วง 3 เดือนแรกปี 2562 สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยรายงานว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กในประเทศอยู่ในอัตราวิกฤติที่ 38% ลดลงจากปี 2561 ซึ่งมีการใช้กำลังการผลิต 45%....

กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กของไทย ได้ยื่นข้อเสนอในการบรรเทาผลกระทบต่อภาครัฐตั้งแต่ต้นปี 2561 ที่สหรัฐอเมริกาเริ่มใช้มาตรการ 232 แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม....โดยอ้างว่าผู้ผลิตไม่เสียหาย....!! นี่คือเหตุผลที่ "โลกการค้า" ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าทำไมแนวทางปฏิบัติของรัฐจึงต่างกับที่เข้าไปโดดอุ้ม "ทีวีดิจิทัล"...?????

โลกการค้า...ขอขยายความตรงประเด็นที่ว่า...สินค้าเหล็กบางประเภทมีปริมาณการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องทุกปี....อย่างกรณีของเหล็กแผ่นรีดเย็นและรีดร้อนเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน (GI)...ที่มีสินค้านำเข้าจากจีนทะลักเข้ามาทุ่มตลาดของไทย...จนมีบางบริษัทต้องปลดคนงานเกือบพันคน เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้...เอ่ยชื่อก็ได้...บริษัทกรุงเทพผลิตเหล็ก จำกัด (มหาชน)...ทั้งๆ ที่บริษัทนี้เป็นผู้ประกอบการในประเทศที่ทุ่มทุนทุ่มแรงบุกเบิกอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยมาตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีก่อน....แต่รัฐกับตัดสินใจยืนดูเฉยๆ ให้เขาตายไปต่อหน้าต่อตา... อีกตัวอย่างก็กรณีของเหล็กเส้นที่ถูกเหล็กจากจีน (ทั้งนำเข้าและจากโรงงานของจีน(อินดรัคชั่นฯ)ที่แห่เข้ามาตั้งโรงงานในไทยเมื่อ 4-5 ปีก่อน)....ทุ่มตลาดจนยับเยิน.. จนทำให้ ทาทา สตีล ยักษ์ใหญ่วงการเหล็กของโลกสัญชาติอินเดีย....ต้องประกาศขายโรงงานในไทย แล้วย้ายธุรกิจกลับบ้านเก่าไป....!! ไม่เข้าใจว่าถึงขั้นนี้แล้วทางการไทยยังจะมองไม่เห็นอีกหรือว่า...มีความเสียหายร้ายแรง...

ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ..เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562... กรมการค้าต่างประเทศ ได้ส่งหนังสือ เลขที่ พณ 0309/1746 ลงนามโดย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ....มาถึงกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก GI ในประเทศ..เช่น โพสโค โค้ทเต้ด สตีล (ประเทศไทย) ...กรุงเทพผลิตเหล็ก...ราชสีมาผลิตเหล็ก...ไทยแลนด์ไอออนเวิคส์...เนื้อใจความโดยสรุปว่า...ตามที่กลุ่ม ผู้ประกอบการได้ยื่นคำขอให้กรมการค้าต่างประเทศพิจารณาดำเนินการกำหนดมาตรการปกป้องจากการ นำเข้าเหล็ก GI ที่เพิ่มขึ้นนั้น...กรมการค้าต่างประเทศได้เสนอคำขอดังกล่าวไปยังคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (บอร์ดเซฟการ์ด) แล้ว ซึ่งก็มีมติว่า ให้รับคำขอ เนื่องจากมีคำขอมีรายละเอียดและ หลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ตาม ม.13 แห่ง พ.ร.บ. มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550.... แต่มีความเห็นว่าไม่ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการไต่สวนต่อไปแม้จะพบว่ามีการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่อพิจารณาตาม มาตรา 16 และ มาตรา 17 ของ พ.ร.บ. มาตรการปกป้องฯแล้ว...ยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนว่ามีความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายใน...!! ถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่า...โลกการค้า...ไม่เข้าใจ วีธีคิดของรัฐบาลจริงๆ...บางบริษัทต้องปลดคนงาน...บางบริษัทต้องย้ายฐานการผลิตหนี...บางบริษัทต้องล้มเลิกแผนการลงทุน...แบบนี้ถือว่าไม่มีผลกระทบ ร้ายแรง...แล้วต้องถึงขั้นไหนกัน...

สหรัฐ...ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ของโลก...เพียงแค่ตระหนักถึงผลที่จะเกิดจากการพึ่งพาการนำเข้ามากเกินไปและเพื่อป้องกันผู้ประกอบการในประเทศ...ยังถึงกับงัดเอา...มาตรการ 232 ของกม.ความมั่นคงแห่งชาติ...มาใช้ทั้งๆ ที่มีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและตอบโต้การอุดหนุนสินค้าเหล็กจากต่างชาติหลายมาตรการอยู่แล้ว...!! แล้วทางการไทยคิดอะไรอยู่...ต้องรอให้ ผู้ประกอบการไทยตายหมดประเทศไปก่อนหรือไง...ถึงจะบอกได้ว่ามีความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายใน...

!! หรือว่าเอาเข้าจริงแล้ว...คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (บอร์ดเซฟการ์ด)...มีเงื่อนไขพิเศษ(ที่ซ่อนเร้น)มาบังตาอยู่ ?????


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ