คอลัมน์: คุยกัน 7วัน หน: ใครก่อวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมาน?

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 00:00:43 น.
@koopnot01

วิกฤติในอ่าวเปอร์เซียทวีความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากสหรัฐเผย หลักฐานทางข่าวกรองชิ้นแรก ที่อ้างว่า อิหร่านเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมาน ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในโลก ถือเป็นการโจมตีครั้งที่ 2 ในรอบไม่กี่สัปดาห์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ตึงเครียดขึ้น

เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ครั้งนี้ เกิดขึ้นในตอนเช้าเมื่อวันพุธ (13 มิ.ย.) ห่างจากชายฝั่งทางใต้อิหร่าน 40 กิโลเมตร โดยเรือ ฟรอนต์ อัลแตร์ (Front Altair) ของนอร์เวย์ ที่ซีพีซี (CPC) บริษัทน้ำมันของทางการไต้หวันเช่าเหมาลำไปบรรทุกแนฟทา (naphtha) สารเคมีไวไฟจำนวน 75,000 ตันมาจากสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี วิทยุ ขอความช่วยเหลือขณะเกิดเพลิงไหม้ หลังจากนั้นไม่นาน เรือโคคุกะ เคอเรเจียส (Kokuka Courageous) ของญี่ปุ่น ที่บรรทุกเมทานอล 25,000 ตัน มาจาก ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ 25,000 ตัน ขอความช่วยเหลือตามมา ลูกเรือของ ทั้งสองลำรวม 44 คน ต้องสละเรือก่อนได้รับการช่วยเหลือ

นายยูตากะ กาตาดะ ประธาน โกกุกะซังเกียว เจ้าของเรือโคคุกะ เคอเรเจียสแถลงว่า ลูกเรือที่ได้รับการอพยพหลังเกิดเหตุและกลับมาที่เรือแล้วแจ้งว่า เห็นวัตถุบินได้ชิ้นแรก พุ่งมาแล้วก็เกิดรูที่ลำเรือ หลังจากนั้น ก็เห็นวัตถุบินได้ชิ้นที่สองตามมา นอกจากนี้ ยังเห็นเรือกองทัพอิหร่านล่องอยู่ในละแวกใกล้เคียงเมื่อคืน วันพฤหัสบดีตามเวลาญี่ปุ่น

ต่อมา เรือยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) ของกองทัพสหรัฐ ได้พบเรือของกองทัพเรืออิหร่านหลายลำปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ในช่วงไม่กี่ ชั่วโมงหลังเกิดเหตุระเบิด และพบเรือของอิหร่านแกะทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดออกมาจากด้านข้างของเรือ โกกุกะ เคอเรเจียส ซึ่งได้มีการบันทึกหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอไว้

นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า อิหร่าน อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ไม่มีการยั่วยุ ซึ่งเป็นคำที่เขาใช้เรียกเหตุโจมตีที่ เกิดขึ้นหลายครั้งในภูมิภาค แน่นอนว่า ทำให้อิหร่านไม่พอใจและออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรุนแรง ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐว่า ทำให้เกิดความเสี่ยงที่รุนแรงต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติ ระบุว่า เป็นเรื่องไม่มีมูลความจริงและเป็นความเกลียดชังอิหร่าน ส่วนนายจาวัด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทวีตข้อความกล่าวหาสหรัฐว่า กุข้อกล่าวหาขึ้นมาโดยปราศจากหลักฐานแวดล้อม และกำลังพยายามบ่อนทำลายความสัมพันธ์ทางการทูต

ผู้สันทัดกรณีมองว่า การกล่าวหา ของสหรัฐเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงมาก แทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของข่าวกรองที่ได้มา และการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเสียหายของเรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำ ก็ไม่มีข้อมูลอื่นสนับสนุน ทั้งภาพถ่ายดาวเทียม หรือการแกะรอยเส้นทางของเรือลำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการด่วนตัดสินเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง และยังทำให้เกิดคำถามตามมาว่า สหรัฐกำลังเตรียมการจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี ผู้สังเกตการณ์ บางส่วนก็มองว่า หากเป็นฝีมือของ อิหร่านจริง ก็อาจจะเป็นการส่งสัญญาณ ไปยังกองกำลังต่างๆ ที่ต่อต้านอิหร่านว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการสร้างความวุ่นวายต่อการขนส่งสินค้าทางเรือในภูมิภาคโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำสงคราม และว่าการคว่ำบาตรที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ มีส่วนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน จนถึงขั้นที่หน่วยงานบางแห่ง ของอิหร่าน อาจจะเป็นกองกำลัง พิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งมีกองกำลัง เดินเรือที่เป็นอิสระของตัวเอง ได้ตัดสินใจเอาคืนสหรัฐ

ทั้งนี้ ความตึงเครียด สหรัฐกับอิหร่านเพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่ปี 2561 เมื่อสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่บรรลุข้อตกลงกันใน ปี 2558 โดยมีเป้าหมายในการลดกิจกรรมเกี่ยวกับนิวเคลียร์ของอิหร่านลง การที่สหรัฐถอนตัวส่งผลให้ถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากหลายประเทศ รวมถึงชาติพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐ

เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐได้เพิ่มการกดดันทางเศรษฐกิจ ต่ออิหร่าน โดยพุ่งเป้าไปที่ภาคการ ส่งออกน้ำมัน จากนั้น อิหร่านได้ประกาศว่า จะยุติการทำตามพันธะสัญญาบางอย่างที่ระบุไว้ในข้อตกลงนิวเคลียร์ จากนั้น ช่วงไม่กี่เดือน ที่ผ่านมา สหรัฐได้ส่งกองกำลังไปประจำการในอ่าวเปอร์เซีย โดยอ้างความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่าน และได้ส่งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน และเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 เข้าไปในภูมิภาคนี้ด้วย

อิหร่านจึงได้ตอบโต้ด้วยการ กล่าวหาว่า สหรัฐใช้นโยบายก้าวร้าวและข่มขู่คุกคาม ก่อนที่ความตึงเครียดจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก หลังจากเกิดเหตุโจมตีด้วยทุ่นระเบิดแม่เหล็กในสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 12 พ.ค. จนเรือพาณิชย์อย่างน้อย 4 ลำ เสียหาย และแน่นอนว่าสหรัฐกล่าวหา อิหร่านว่าอยู่เบื้องหลัง

จากนี้ สถานการณ์จะเป็นไปในลักษณะใด และจะขมึงเกลียวกลายเป็นความขัดแย้งเพิ่มขึ้นหรือไม่ จึงน่า ติดตามเป็นอย่างยิ่ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง