คอลัมน์: แก้ผ้าลุงแซม: วีซ่าอเมริกา-ความย้อนแย้งแห่งเสรีภาพ

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 00:00:54 น.
โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

ช่วงนี้ลุงทรัมป์เดินสายไปโน่นมานี่ แต่ไม่ว่าจะไปไหนล้วนฝุ่นตลบ โดยเฉพาะทริปอังกฤษ คนอังกฤษ ต่อต้านลุงผมเป๋ถึงอกถึงใจมาก ตั้งแต่บอลลูนยักษ์เบบี้ทรัมป์ รูปปั้นทรัมป์ นั่งบนโถส้วมพลางทวีตรัวๆ ที่หนักหนาสาหัสสุดๆ เห็นจะเป็นข้อความต้อนรับ บนสนามหญ้าขนาดใหญ่ บริเวณสนามบิน ที่เครื่องบินท่านผู้นำอเมริกาจะร่อนลง ปรากฏข้อความทักทายแบบบริติชว่า "ออย ทรัมป์" หรือ "หวัดดี ทรัมป์" พร้อมภาพอวัยวะเพศชายขนาดมหึมา ตามมาด้วยข้อความว่า "โลกร้อนไม่ใช่ เรื่องล้อเล่น แต่เป็นเรื่องจริง"

อาทิตย์ที่ผ่านมามีหลายประเด็น น่านำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ แต่ผู้เขียนเห็นว่า มีประเด็นหนึ่งที่ส่งผลกระทบทั่วโลก นั่นคือการออกกฎใหม่ในการขอวีซ่า เข้าอเมริกา

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา นี้เอง ลุงแซมออกกฎเข้มแบบไม่แคร์สื่อ บังคับให้ผู้ขอวีซ่าเข้าอเมริกา แจ้งข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ทาง โซเชียลมีเดียทุกประเภทย้อนหลังไป 5 ปี โดยให้ระบุรายละเอียดทุกช่องทาง สื่อสารทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Google Instagram LinkedIn Twitter และ YouTube แถมต้องให้รายละเอียด เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการใช้บริการ อินเตอร์เนตระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น Douban Tencent QQ และ Sina Weibo ของประเทศจีน

ทุกคนต้องทำตามกฎเข้มข้อนี้อย่างเข้มงวด ยกเว้นนักการทูต หรือ ข้าราชการเท่านั้นที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้ กฎนี้ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อผู้ที่ยื่นขอวีซ่าเข้าอเมริกาปีละ 14.7 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ยื่นขอวีซ่าชั่วคราว 14 ล้านคน และผู้ยื่นขอวีซ่าถาวร 710,000 คน

กระทรวงการต่างประเทศอเมริกาเปลี่ยนแบบฟอร์มการยื่น ขอวีซ่า โดยเพิ่มการถามชื่อบัญชี โซเชียลมีเดีย  เบอร์โทรศัพท์ กิจกรรมการเดินทางระหว่างประเทศและประวัติการเนรเทศในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ผู้ขอวีซ่าจะต้องตอบคำถามว่าสมาชิกในครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการก่อการร้ายหรือไม่

พวกหัวหมออาจจะคิดโกหกว่าตนไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดียก็น่าจะเลี่ยงการตอบคำถามได้ แต่กระทรวงการ ต่างประเทศมะริกันขู่ฟ่อทันทีว่า การโกหก เกี่ยวกับกิจกรรมโซเชียลมีเดียจะมีผลต่อ การตรวจคนเข้าเมืองสำหรับผู้ขอวีซ่า พูดง่ายๆ แบบบ้านๆ คือ นอกจากจะไม่ให้วีซ่าแล้ว อาจโดนแขวนในแบล็กลิสต์นั่นเอง

ตาลุงผมเป๋โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ กฎนี้เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2561 นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการ "ตรวจคัดกรองแบบเข้ม" ของรัฐบาล สำหรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐานและนักท่องเที่ยวทุกคน เล่นเอาชาวโลกด่า ลุงแกเสียงขรมถมเถ โดยเฉพาะสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง ขัดกับบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอเมริกัน

เล่นกันแบบนี้ บรรดาท่านทูต ทั้งหลายในประเทศใหญ่น้อยทั่วโลก เลยต้อง เล่นบทลูกขุนพลอยพยัก อย่างในประเทศไทย ทิมโมธี เอ็ม. แชลเรอร์ กงสุลใหญ่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง แถมบอก อีกด้วยว่าการขอข้อมูลโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา ไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะ เป็นข้อมูลที่อยู่ในสาธารณะ ดังนั้นผู้ขอวีซ่า ในไทยทุกคนจะต้องถูกสอบถามเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขอวีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่าชั่วคราว วีซ่านักศึกษา หรือวีซ่าถาวรสำหรับคนที่จะไปอยู่อเมริกาแบบถาวร อย่างวีซ่าคู่สมรสและวีซ่าคู่หมั้นโดนหมด ทุกคนจะต้องตอบคำถามเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับ การใช้โซเชียลมีเดียทั้งสิ้น

ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงสมัยที่ยื่นเรื่องของวีซ่ามาอเมริกา ตอนนั้นก็ถือว่าขอยากขอเย็นแล้ว มาเจอกฎเหล็กแบบนี้คงหืดขึ้นคอ จำได้ว่าตอนนั้นต้องเตรียมเอกสารเป็นปึกใส่แฟ้มไปอย่างดี แสดงหลักฐาน มากมาย และต้องไปรอเข้าคิวตั้งแต่ตีห้า วันที่ไปสัมภาษณ์วีซ่านั้น เจอคุณป้าจาก ปักษ์ใต้คนหนึ่ง มายืนรอวีซ่าเช่นกัน เพราะลูกสาวที่แต่งงานกับอเมริกัน คลอดลูก และอยากให้คุณป้าไปเยี่ยม หลังจาก ผู้เขียนเดินเรื่องเสร็จและกำลังจะกลับบ้าน เห็นคุณป้ายืนร้องไห้โฮๆ น้ำตาไหลพรากแบบไม่อายใคร ถามดูจึงรู้ว่าทางสถานทูต ไม่ยอมให้วีซ่าคุณป้าไปเยี่ยมลูกสาว จึงได้แต่ถอนใจแล้วปลอบโยนไปตามสมควร

จะว่าไปแล้วอเมริกาไม่มีหลักการ

อะไรนักหรอก แม้จะมีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายต่างๆ นานาเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่พอถึงเวลาหนึ่ง ก็เปลี่ยนแปลงได้ พลิ้วได้ตามวาระ เรื่องแบบนี้เคยเกิดมาก่อน หน้านี้แล้วหลังเหตุการณ์ 9/11 คนอเมริกัน กลัวการก่อการร้ายอย่างชนิดที่ เรียกว่า "ขี้ขึ้นสมอง" หวาดระแวงมุสลิมลามไปจนถึงคนอินเดียและ แขกซิกข์ อะไรก็ตาม ที่โพกผ้า มะริกัน ประสาทหลอนหมด นึกว่าเป็นพวก กลุ่มก่อการร้าย ฝ่ายรัฐบาลอเมริกัน ก็หวาดระแวงพอกัน จึงเกิดโครงการ สอดแนมพลเมืองตนเอง ในชื่อโครงการ ปริซึมสมัยรัฐบาล จอร์จ บุช เมื่อปี ค.ศ. 2007

ไอ้โครงการที่ว่านี่เรียกง่ายๆ คือ "ถ้ำมองส่องพลเมือง" เพราะให้สิทธิ์ในการดักฟัง บันทึก เก็บข้อมูล ทางโทรศัพท์ และทางอินเตอร์เนตของพลเมืองอเมริกันทั้งประเทศ หน่วยงาน ที่มีอำนาจในการนี้คือ สำนักความ มั่นคงแห่งชาติ หรือเอเอสเอ  หน่วยสืบราชการลับ หรือซีไอเอ และสำนักงานสอบสวนกลางหรือเอฟบีไอ สามารถ เจาะเข้าสู่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ในอเมริกา เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ไปค้นข้อมูลส่วนตัวทุกประเภท ซึ่งหน่วยงานที่ว่านี้ทำได้อย่างเสรีโดย ไม่ต้องขอหมายศาลเลยด้วยซ้ำ

ต่อมาสภาคองเกรสรับลูกด้วยการออกรัฐบัญญัติที่เรียกว่า "รัฐบัญญัติรักชาติ" หรือ Patriot Act เพื่อเดินหน้าในเรื่องการดักฟังและละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองอเมริกัน ภายใต้เหตุผลเรื่องความปลอดภัยแห่งชาติ

เห็นไหมล่ะว่าลุงแซมพลิกลิ้นได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งกับพลเมืองของตนเอง ภาพพจน์ที่สร้างอย่างสะสวย ทำให้ชาวโลกหลงเคลิ้มกับเสรีภาพแบบ อเมริกัน แต่ในเวลาเดียวกันก็ละเมิดสิทธิ์ และเสรีภาพของคนในประเทศยิ่งการออกกฎใหม่เรื่องวีซ่า ยิ่งอดที่จะนึกถึงท่อนสุดท้ายของเพลงชาติอเมริกา ไม่ได้

O say does that star- spangled banner yet wave
O'er the land of the free and the home of the brave
โอ้ ธงดาราประดับผืนนั้นยังคงสะบัดพลิ้ว
เหนือดินแดนแห่งอิสรภาพและแผ่นดินแห่งความกล้าหาญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง