'กฎหมายค้าประเวณี'ดู'เทศ'แล้วย้อนมอง'ไทย'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562 00:00:40 น.

ทีมงาน "นสพ.แนวหน้า" ยังคงติดตามความคืบหน้าในประเด็น "การแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณี" หรือการขายบริการทางเพศ ซึ่งที่ผ่านมามีข้อค้นพบว่าการเอาผิดผู้ขายบริการแม้จะโดยสมัครใจก็ตาม นอกจากจะไม่ช่วยให้การขายบริการทางเพศหมดไปจากประเทศไทยแล้วยังตามมาด้วยหลากหลายปัญหา อาทิ "ส่วย" ว่ากันว่ามีเม็ดเงินนอกระบบอยู่ในวงการนี้เป็นจำนวนมาก "การค้ามนุษย์" เพราะกลุ่มผู้ค้าโดยสมัครใจไม่กล้าแจ้งเบาะแสผู้ถูกบังคับล่อลวงเพราะกลัวตนเองจะมีความผิดไปด้วย

ล่าสุดเมื่อกลางเดือนมิ.ย. 2562 มีการจัดงานสัมมนา "โครงการทบทวนกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี" ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ซึ่งเป็นการให้คณะนักวิชาการด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษารูปแบบกฎหมายเกี่ยวกับการค้าประเวณี ในต่างประเทศ มาบอกเล่าว่าแต่ละประเทศมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

เริ่มกันที่ในเอเชีย ดิศรณ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ เล่าถึงประเทศ สิงคโปร์ที่ดูจะเป็นการ "ควบคุมมากกว่า คุ้มครอง" แม้จะไม่กำหนดให้การขายบริการ ทางเพศเป็นอาชีพผิดกฎหมาย แต่มีการ "กำหนดพื้นที่อนุญาต (Zoning)"และลงทะเบียนผู้ขายบริการ ซึ่งปัจจุบัน มีทั้งหมด 6 จุดทั่วทั้งเกาะ "จุดประสงค์เป็นไปเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ระบาด" มีการควบคุมอย่าง เข้มงวด เช่น ห้ามให้บริการนอกพื้นที่แม้จะมีการติดต่อซื้อ-ขายทางเทคโนโลยีต่างๆ นอกจากนี้ยังห้ามเชื้อเชิญในที่สาธารณะ โดยอ้างเหตุผลด้านป้องกันความเดือดร้อนรำคาญ

ขณะที่ประเทศ ญี่ปุ่น แตกต่างกันไปในรายละเอียด "ผู้ค้าประเวณี ในญี่ปุ่นมีความผิดแต่กฎหมายไม่มีบทกำหนดโทษ ส่วนผู้ที่สนับสนุนการ ค้าประเวณีจะมีความผิดและมีบทกำหนดโทษ" เช่น เป็นนายหน้า (Agent) ทั้งนี้ญี่ปุ่นไม่มีระบบลงทะเบียนผู้ค้าประเวณี แต่ใช้ระบบสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ส่วนมาตรการอื่นๆ อย่างการจัดสถานที่หรือการเสียภาษียังเป็นข้อถกเถียง

จากตะวันออกไปยังตะวันตก ผศ.สาวตรี สุขศรี เล่าถึงประเทศ เยอรมนี ว่าในอดีตเคยมีการห้าม ค้าประเวณี กระทั่ง "ในปี 2545 มีการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากสีแดงคือห้ามเด็ดขาดเป็นสีเขียวคือทำได้อย่างเสรี" ถึงขั้นระบุไว้ ในกฎหมายว่า "การค้าประเวณีไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี" สามารถทำนิติกรรมสัญญาต่างๆ ได้ ด้วยเหตุผลว่าการใช้วิธีห้ามอย่างเด็ดขาดผลคือการขายบริการทางเพศก็จะลงไปอยู่ใต้ดิน เกิดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ การค้ามนุษย์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามมา

"แต่ในปี 2560 ก็มีการแก้ไขกฎหมายอีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนจากสีเขียวคือปล่อยเสรีเป็นสีเหลืองคือบังคับลงทะเบียน" เพราะมีข้อค้นพบ คือ "เมื่อปล่อยเสรีรัฐก็คุ้มครองสิทธิต่างๆ ได้ลำบาก" เนื่องจากพอการค้าประเวณีไม่เป็นความผิดก็เปิดช่อง ให้มีบุคคลอื่นๆ เข้ามาแสวงหาประโยชน์ อีกทั้งควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ยาก โดยการลงทะเบียนจะนำมาซึ่ง "หน้าที่" เช่น การเข้ารับการอบรมความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี อีกทั้ง ต้องเสียภาษี โดยผู้รับงานเอง (Freelance) จะเสียในอัตราสูงกว่าผู้เป็นลูกจ้าง ในสถานบริการ

และ "สิทธิ" เยอรมนีนับการค้าประเวณีเหมือนอาชีพอื่นๆ โดยทั่วไป หากอยู่ในสถานบริการก็จะได้รับความคุ้มครองในฐานะลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน รวมถึงที่ตั้งสถานที่ทำงานก็จะเข้าข่ายกฎหมายว่าด้วยสถานบริการซึ่งจะมีการตรวจสอบมาตรฐานเป็น ระยะๆ นอกจากนี้เมื่อลงทะเบียนก็จะได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐจัดให้ เช่น ประกันสังคม ประกันบำนาญ การหาอาชีพอื่นทดแทน อนึ่ง "เยอรมนีมีกฎหมายระดับสหพันธรัฐ ซึ่งให้อำนาจรัฐต่างๆ ออกข้อบังคับในการจำกัด อาจจะเป็นเวลาหรือสถานที่ก็ได้" แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่

ผศ.สาวตรี เล่าต่อไปถึงประเทศ เบลเยียม ที่นี่มีลักษณะพิเศษประการหนึ่งคือ "แม้รัฐบาลส่วนกลางของ เบลเยียมไม่เคยกำหนดให้การค้าประเวณี เป็นอาชีพผิดกฎหมาย แต่กำหนดให้ผู้ใดที่ได้รับประโยชน์จากการ ค้าประเวณีถือว่ามีความผิด" ผลที่ เกิดขึ้นคือ "เป็นการห้ามค้าประเวณีไปโดยปริยาย เพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว" เช่น ให้เช่าพื้นที่ เป็นตัวแทน หรือเป็นคนเข้าไปดูแลผู้ค้าประเวณี ด้วยเหตุผลว่ากลัวทำผิดกฎหมาย

ดังนั้นหลายเมืองในเบลเยียมจึงมีนโยบายในเรื่องนี้แตกต่างกัน ออกไป เช่น มีการจำกัดพื้นที่ชัดเจน "มีการอนุญาตให้ทำในรูปของบาร์ แต่จะเลี่ยงไม่ใช้ว่าการค้าประเวณี โดยตรง โดยให้มีลักษณะเป็นร้านกินดื่มของบาร์แทน บางเมืองก็ให้ลงทะเบียนแต่ไม่ใช่ในฐานะผู้ค้าประเวณี ให้ลงทะเบียนในฐานะพนักงานเสิร์ฟ"แล้วภาครัฐจะไปควบคุมเจ้าของบาร์ อีกทีหนึ่ง

"การค้าบริการในเบลเยียมจะเป็นการรับงานเองทั้งหมด ถ้าเป็นลูกจ้างก็จะในฐานะพนักงานเสิร์ฟเพื่อหลีกเลี่ยงการตราหน้า อะไรต่อมิอะไรตามที่เขากำหนดมา มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายแรงงาน นอกจากนั้นก็อาจจะมีสวัสดิการอื่นๆ เพิ่มเติมให้ ฉะนั้นลักษณะของเบลเยียมคร่าวๆ น่าจะเป็นแบบนี้"ผศ.สาวตรี กล่าว

เอมผกา เตชะอภัยคุณ บอกเล่า ถึงประเทศ นิวซีแลนด์ ที่ดูเหมือนจะเสรีแต่ก็มีการควบคุม "หากเปิดเป็นสถานบริการต้องขออนุญาต" โดยใบอนุญาตสถานบริการนั้นมีอายุ 1 ปี ถูกตรวจสอบควบคุมเรื่องสัญชาติของผู้ประกอบการ มาตรการความปลอดภัย การติดป้ายให้คำแนะการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย (Safe Sex) การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกจ้าง ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ลูกจ้างฟ้องนายจ้างว่าเอาเปรียบบ้าง ทำร้ายร่างกายบ้างในสถานบริการแล้วลูกจ้างเป็นฝ่ายชนะคดีด้วย

อีกประเทศที่น่าสนใจและต้องติดตามว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปคือ ฝรั่งเศส อาจารย์เอมผกา กล่าวว่า "ในปี 2560 รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฎหมายไม่เอาผิดผู้ค้าประเวณี แต่เอาผิดผู้ซื้อบริการ" โดยให้เหตุผลว่ารูปแบบการขายบริการทางเพศในฝรั่งเศสแตกต่างจากที่อื่น กล่าวคือ "ผู้ขายบริการทางเพศในฝรั่งเศส ส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าว" ทั้งจากยุโรป ตะวันออกบ้าง แอฟริกาบ้าง "หลายครั้ง พบว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์"ทางการฝรั่งเศสนั้นด้านหนึ่งต้องปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่อีกทางหนึ่งก็ไม่อยากสนับสนุนการค้าประเวณี จึงเลือกมาตรการนี้

โดยผู้ซื้อบริการทางเพศหากถูกจับกุมจะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงินมากพอสมควร อีกทั้งต้องเข้ารับการอบรมคล้ายกับผู้ถูกพักใช้ใบขับขี่แล้วต้องไปอบรมกฎจราจร มีการให้ความรู้ กับประชาชนด้านการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมให้ผู้ต้องการเลิกขายบริการทางเพศได้รับการฝึกอาชีพ มีเงินให้เป็นรายเดือน มีกองทุนช่วยเหลือที่งบประมาณส่วนหนึ่งมาจากค่าปรับของผู้ซื้อบริการ หากเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจะได้รับอนุญาตให้พำนักในฝรั่งเศสได้ 6 เดือน และต่ออายุได้อีก 6 เดือน แต่แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ใหม่มาก

"เราก็รอดูเหมือนกัน มีการวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายนี้ของฝรั่งเศสค่อนข้างเยอะ เพราะมันไปคนละทางที่ไม่ค่อยจะเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในโลก แต่มันก็เป็นแนวทางที่เขามอง ว่าน่าจะช่วยได้ เพราะปัญหาของเขาคือการค้าประเวณีที่เป็นต่างชาติมากกว่า คือมันเป็นเรื่องของแรงงานทาส มันอาจจะไม่ได้มาตรงกับทิศทางของประเทศไทยเสียทีเดียว" อาจารย์เอมผกา กล่าว

ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลางกล่าวถึงกลุ่มประเทศ สหราชอาณาจักรอันประกอบด้วยอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ว่าจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยได้ไปเรียน ในอังกฤษ "คนอังกฤษค่อนข้างอนุรักษ์นิยมพอสมควร" ถ้าเทียบกับชาติอื่นๆ ในทวีปยุโรปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม "ในระยะหลังๆ ก็มีแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น" นำมาสู่การออกกฎหมายหลายเรื่องที่อาจขัดกับจารีตประเพณีดั้งเดิม รวมถึงเรื่องการ ค้าประเวณี

"แต่ถึงทำได้ก็ไม่ใช่ว่าจะปล่อยเสรี โดยในปี 2543 มีการแก้ไขกฎหมายให้สามารถค้าประเวณีได้ ถึงกระนั้นก็เปิดเฉพาะคนที่รับงานเองเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการตั้งสถานบริการ และไม่มีระบบลงทะเบียน"ดังนั้นถึงจะไม่ผิดกฎหมายแต่ก็ไม่ได้รับ สวัสดิการใดๆ เหมือนแรงงานในภาคส่วน อื่นๆ อีก "แม้ไม่ห้ามค้าประเวณีกรณีรับงานเอง กฎหมายของอังกฤษ ก็ยังห้ามมายืนเชื้อเชิญตามข้างถนน" ด้วยเหตุผลว่าเพื่อป้องกันการก่อความ เดือดร้อนรำคาญ จึงต้องเลี่ยงไปใช้วิธีอื่น เช่น ลงโฆษณาในหนังสือ บางประเภท หรือโฆษณาทางอินเตอร์เนต

อย่างไรก็ตาม "แม้คนอังกฤษจะอนุรักษ์นิยมคล้ายกับคนไทย แต่คนอังกฤษค่อนข้างเคารพความแตกต่างได้มากกว่า" เห็นได้จากการต่อสู้กัน ในประเด็นต่างๆ ของ 2 พรรคการเมืองกระแสหลักอย่างพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคแรงงานที่มีจุดยืนคนละด้าน โดยหากใช้สัดส่วนเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สัดส่วนระหว่างความคิดแบบอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยมในสังคมอังกฤษจะไม่ใช่ 90-10 แต่เป็น 60-40 หรือบางช่วง ก็แทบจะใกล้เคียงกัน

"แน่นอนเสียงไม่เห็นด้วยมันมีอยู่แล้ว แต่ด้วยวิถีชีวิตของเขาที่ค่อนข้างยอมรับความแตกต่าง ซึ่งก็จะมีกฎหมายหลายเรื่องที่ขัดกับความเชื่อของคน แต่พอมันสู้กันแล้วเห็นว่ามันควรคุ้มครองสิทธิของคนอีกกลุ่ม อย่างการรับรองเพศก็ขัดกับความเชื่อของกลุ่มอนุรักษ์นิยม มันก็ออกมาเป็นกฎหมายว่าคนที่เปลี่ยน เพศสภาพก็สามารถใช้คำรับรองเพศได้ จากประสบการณ์ที่ไปอยู่และเคยอ่านงาน คนที่อนุรักษ์นิยมเขาอาจจะไม่ชอบ แต่เขาก็คิดว่าไม่ใช่เรื่อง ของเขา ไม่ได้มายุ่งกับเขา ไม่ได้ กระทบชีวิตเขา เขาแค่ไม่ชอบเท่านั้นเอง"ผศ.ดร.กรศุทธิ์ กล่าว

ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ยังกล่าวถึง เนเธอร์แลนด์ ในอดีตอนุญาตเฉพาะผู้รับงานเอง ส่วนปัจจุบันเพิ่มเติมในส่วนอนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ "กฎหมายเนเธอร์แลนด์ให้ท้องถิ่นใช้ดุลพินิจว่าจะอนุญาตให้เปิดสถานบริการทางเพศได้หรือไม่ แต่ดุลพินิจนั้นต้องสมเหตุสมผลด้วย" เช่นใน กรุงอัมสเตอร์ดัม ผู้บริหารเมืองอนุญาตให้มีเพราะเห็นว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่เมืองอื่นที่เห็นว่าเป็นเมืองเก่าหรือชุมชนต้องการความสงบ ผู้บริหารเมืองอาจไม่อนุญาตก็ได้ ซึ่งไม่ใช่การห้ามเพียงเพราะไม่ชอบอาชีพนี้ เนื่องจากสังคมเนเธอร์แลนด์ถือเรื่องความเท่าเทียมกันของทุกอาชีพ

อีกด้านหนึ่ง อัครวัฒน์ เลาวัณย์ศิริ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่รับฟังความ คิดเห็นจากประชาชนกรณีแนวคิดการ แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐาน ค้าประเวณีในหลายจังหวัดของ ประเทศไทยโดยยอมรับว่า "มีผู้ไม่เห็นด้วยเรื่องอาชีพขายบริการทางเพศเป็น จำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" จึงเขียนร่างกฎหมาย "เปิดช่องให้สามารถกำหนดพื้นที่เฉพาะ (Zoning) สำหรับการห้ามตั้งสถานบริการอย่างเด็ดขาดในบางพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน" ในรูปแบบการออกพระราชกฤษฎีกา

โดยที่มาที่ไปคือ "ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิของคนกลุ่มนี้" ทั้งตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการจัดการการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women- CEDAW) ที่รัฐบาลไทยไปลงนามรับรองไว้ รวมถึง รัฐธรรมนูญไทยฉบับ 2560 มาตรา 40 ว่าด้วยเสรีภาพ ในการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ยังมี "ประเด็นด้านสุขภาพ" ที่ไม่เฉพาะผู้ขายบริการเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ซื้อบริการ ตลอดจน ครอบครัวของคนเหล่านี้ด้วย เช่น สามีไปซื้อบริการทางเพศ กลับมาบ้านจะนำโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาติดภรรยาหรือไม่ จึงต้องมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองให้ทั่วถึง โดยยึดหลัก "บูรณภาพในร่างกายและชีวิต" อาทิ ผู้ขายบริการต้องสามารถปฏิเสธไม่รับ ลูกค้าบางประเภทหากเห็นว่าตนเอง สุ่มเสี่ยงจะได้รับอันตราย การถูกเอารัด เอาเปรียบกรณีเป็นลูกจ้างในสถานบริการ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล

อาจารย์อัครวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่สังคมไทยกลัวกันว่าหากเลิกเอาผิดผู้ค้าประเวณีโดยสมัครใจ ซึ่งปัจจุบันมีฐานความผิดดังกล่าวอยู่ใน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539  แล้วจะทำให้มี ผู้ค้าประเวณีมากขึ้น เท่าที่ตนศึกษาจากสถิติที่มีผู้รวบรวมไว้ พบว่าในความ เป็นจริง "จำนวนหญิงไทยที่ค้าประเวณี ลดลงจากในอดีต โดยช่วงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือช่วงสงคราม เวียดนาม แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นตลอดอย่างที่เข้าใจกัน"อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือหญิงต่างด้าวและผู้ขายบริการที่เป็นผู้ชาย

อนึ่ง ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า "วิถีชีวิตของคนไทยเองก็ไม่เอื้อต่อการประกอบอาชีพค้าประเวณี เพราะคนไทยมีนิสัยรักสบาย" แต่การค้าประเวณีผู้ขายบริการต้องพบกับอะไรมากมาย เช่น ผู้มีอิทธิพล ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และอื่นๆ ที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจในการถูกล่วงละเมิดสิทธิบางอย่างเสมอ ดังนั้นสำหรับคนไทยหากมีช่องทางอื่นในการหาเงินที่มากกว่าและเร็วกว่าก็จะไปทางนั้นทันที

"ในเรื่องความอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ต้องให้กฎหมายนี้ออกมา เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองก่อนว่ามัน ช่วยเหลือสังคมได้แค่ไหนอย่างไร แต่ถ้าเกิดโอกาสในการออกกฎหมายไม่มีเลย เราก็จะไม่รู้ทิศทางว่าอนุรักษ์นิยมมันยังคงเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่ หรือเปล่า หรือมันจะมีจุดไหนที่ยอมรับได้ในสังคม เพราะสังคมเปลี่ยน กฎหมายออกมารองรับตรงนี้ มันถึงเวลาของมัน" นายอัครวัฒน์ กล่าว ในท้ายที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง