ผู้เชี่ยวชาญแนะแพทย์อย่ามอง'ปัญญาประดิษฐ์' แย่งงาน ชี้เป็น'ตัวช่วย'มีประโยชน์หลากหลาย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 19 มิถุนายน 2562 00:00:45 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดเวทีเสวนา Policy Dialogue ในหัวข้อ Universal Healthcare Coverage in the New Era of Disruptive Technology ณ รร.เซนทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดย นายธีรเดช เวียงธีรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ทุกวันนี้มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย เช่น ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การให้เครื่องจักรเรียนรู้ (Machine Learning) ฯลฯ

ซึ่งหากดูจำนวนเอกสารวิชาการเกี่ยวกับ Big Data และ AI ก็พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับมีบริษัทสตาร์ทอัพทางด้าน AI ที่เกี่ยวกับสุขภาพก็มีเยอะมาก ขณะที่เทรนด์การลงทุนทางด้าน AI ในปี 2564 พบว่ามีการลงทุน 6-10 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการลงทุนในเรื่องหุ่นยนต์ผ่าตัด (Robotic Surgery) มากที่สุด รองลงมาคือด้านผู้ช่วยพยาบาล (Nursing Assistant) และงานบริหารจัดการ (Administrative Workflow)

"สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเทรนด์กำลังมา เลี่ยงไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับใช้อย่างไร เพียงแต่ภาพในปัจจุบันการนำ AI มาใช้ในวงการแพทย์ยังขยับได้ช้าเพราะขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence Base) และมีแรงต่อต้านจากการรักษาแบบที่เคยใช้ประสบการณ์ จากความเข้าใจที่คิดว่าเทคโนโลยีนี้จะส่งผล กระทบ (Disrupt) อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เปรียบเสมือนรถไฟกำลังจะออกจากสถานีแล้ว ถ้าแพทย์เอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ก็คือเป็นแพทย์ที่ขึ้นรถไฟทัน" นายธีรเดช กล่าว

ผอ.ฝ่ายวิจัยและพัฒนา รพ.บำรุงราษฎร์ กล่าวต่อไปว่า วิธีคิด (Mindset) ต่อเรื่องนี้สำคัญมาก ตนอยากให้มองว่าเป็นโอกาส เพราะเทคโนโลยีไม่มีทางมาแทนที่อาชีพแพทย์ได้ แต่จะช่วยให้ตรวจวินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช้คำว่าแทนที่ (Replace) แต่เป็นความเห็นที่สอง (Second Opinion) มากกว่า อย่างในอเมริกาก็ใช้ AI วินิจฉัยเอกซเรย์, CT scan, Ultrasound เป็น Second Opinion บางแห่ง ก็ใช้ในกระบวนการ Clinical Trial

"อย่างผมมีหน้าที่ดูเรื่องที่เทคโนโลยีที่จะมาช่วยแพทย์ เช่น การตรวจโรคตา ข้อดีของเทคโนโลยีพวกนี้คืออ่านรูปได้เป็นล้านๆ รูปในเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับแพทย์คนหนึ่งที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ยาวนานพอสมควร ตรงนี้ก็ช่วยแพทย์ในการคัดกรองผู้ป่วย (Pre-Screening) ได้ ทำให้กระบวนการวินิจฉัยโรคต่อคนไข้ 1 คนเร็วมากขึ้น ปัจจุบันการใช้งาน AI ยังโฟกัสไปที่การวินิจฉัยโรค แต่จริงๆ เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันให้ครบวงจรตั้งแต่คนไข้เดินเข้ามาจนออกไปจากโรงพยาบาลได้ เช่น การจัดการรอคิวใน โรงพยาบาล" นายธีรเดช ยกตัวอย่าง

บรรยายใต้ภาพ
ธีรเดช เวียงธีรวัฒน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง