คอลัมน์: ซอกแซกอาเซียน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562 00:00:20 น.
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่มาเลเซียหลังจากที่ได้มีการรับรองรายงานการประชุม ซึ่งได้ดำเนินการในวันที่ 2 ภาคเช้าแล้ว ก็จบลงที่การพาไปดูงาน 2-3 แห่งด้วยกัน แห่งแรกก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมต่างๆของชนชาติเขา ที่ศูนย์แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เสร็จแล้วก็ต่อไปใจกลางเมืองจุดที่ขาดไม่ได้ คือ เยี่ยมชมตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก พูดถึงตรงนี้ อยากกล่าวถึงการพัฒนาของประเทศมาเลเซียสักเล็กน้อย เพราะมีความน่าสนใจด้วยเพราะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าประเทศไทยเรา ก็ต้องยอมรับนะครับว่าระบบโครงสร้างพื้นฐาน ของเขาไปไกลรุดหน้ากว่าเรามาก เกือบจะเทียบกับสิงคโปร์ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขนส่งมวลชน ถนนหนทาง รถไฟฟ้ามีมากมายครบถ้วนเดินทางสะดวกมาก รถรา ไม่ค่อยมากมายติดกันยาวเป็นแพเหมือนกรุงเทพฯ สมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ผมเคยไป กัวลาลัมเปอร์ครั้งหนึ่ง สภาพโดยทั่วไปไม่ต่าง จากกรุงเทพฯ บ้านเรามากนัก แต่ปัจจุบันเจริญแซงหน้าไปมากอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่ง คงเพราะอยู่ใกล้กับสิงคโปร์ที่เจริญมากกว่า จึงมีตัวเปรียบเทียบ กระตุ้นให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเร่งพัฒนา อีกส่วนอาจเป็นเพราะการเมืองมีความมั่นคง รัฐบาลสามารถที่จะเร่งรัดพัฒนาประเทศได้อย่างไร้การสกัดขัดขวาง เหมือนบางประเทศ เลยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปในทางที่ดีขึ้น ก็น่าชื่นชมไปกับเขาด้วยครับ

แต่ที่ผมชื่นชมไปมากกว่านั้น เมื่อกล่าว ถึงมาเลเซีย คือ การใช้ภาษาอังกฤษของเขาครับ แม้จะทราบมานานแล้วว่าคนมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ แต่ก็ขอนำมากล่าวอีกครั้ง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือแรงอะไรก็ได้ ให้พวกเราคนไทยหันมาให้ความสำคัญและพยายามพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงที่ควรคิด คือ คนมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่คนไทยเราพูดแบบต้องคิดแปลจากภาษาไทยไปก่อน นี่คือจุดต่างที่ไม่มีวันที่เราจะพูดได้ดีอย่างเขาได้เลย ผมขอชวนให้เรามาเข้าใจประเด็นพื้นฐาน ตรงนี้ก่อน เพื่อจะได้แก้ไขได้ถูกต้อง หากต้องการ เห็นไทยแลนด์สมาร์ทในเวทีโลก หลายคนชอบพูดว่าคนไทยเราไม่ค่อยกล้าแสดงออกในที่ประชุม ระดับอินเตอร์ ท่านอดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ผู้ล่วงลับเคยกล่าวว่า ถ้าอยากจะทราบว่าในที่ประชุมสัมมนาที่มีคนหลายชาติเข้าร่วม ว่าคนไหนคือคนไทย ท่านบอกว่า คือ ให้สังเกตคนที่นั่งเงียบที่สุด ผมเห็นจริงอย่างท่านว่าครับ แต่เหตุผลที่ผมทราบด้วยความที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ทำให้ต้องนั่งเงียบ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้หรือเก่งน้อยกว่าเขาหรอก แต่เป็นเพราะเรา "พูดภาษาอังกฤษสู้เขาไม่ได้" พูดไปแล้วกลัวผิด อายที่จะพูด เลยทำให้นั่งเงียบเชียบปานว่าที่ตรงนั้นมีแต่เก้าอี้เปล่าๆ ดังนั้น มันควรจะต้องถึงเวลาแก้ไขกันอย่างจริงจังแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาการสอนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาไทยตั้งแต่อนุบาลกระทั่งมหาวิทยาลัย นับเวลาราวสิบห้าปี สอนกันอย่างไรคงไม่ต้องไปวิจารณ์ ถ้าต้องการให้คนไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ประเด็นหรือคอนเซ็ปต์พื้นฐานที่ต้องปรับและเริ่มต้นใหม่ คือ ต้องฝึกความเป็นธรรมชาติครับ ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ขอตอบว่า เอางี้ได้ไหม ในคาบวิชาภาษาอังกฤษทั้งชั่วโมง ครูและนักเรียนต้องพูดภาษา

อังกฤษกันล้วนๆ ห้ามพูดภาษาไทย (ความจริงอยากเสนอให้ระดับมหาวิทยาลัยสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกๆ วิชาด้วยซ้ำ) ถามต่อไปว่า แล้วครูไทยที่สอนวิชาภาษาอังกฤษปัจจุบันจะสอนด้วยการพูดเป็นภาษาอังกฤษได้เหรอ อันนี้ขอตอบว่าต้องลงทุนครับ จ้างฝรั่งมาเลยหากครูไทยขาดแคลน ผมคิดว่าการยอมเสียเงินลงทุนเพื่อพัฒนาคนไทย รุ่นใหม่ให้สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพื่อเอาไว้สอนคนรุ่นต่อๆ ไป น่าจะ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ ดีกว่าจะปล่อยให้สภาพเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็พากันนั่งซุ่มเงียบในที่ประชุมกันต่อไป มาเลเซียโชคดีตรงที่มีคนอังกฤษมาวางรากฐานไว้โดยไม่ต้องเสียเงินจ้างแต่แรก จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาก็เอาคนเขาเองที่เก่งแล้ว ยกระดับมาตรฐานแล้วมาสอนลูกหลานเขาให้เก่งภาษาอังกฤษสืบต่อกันมาดังที่เป็นอยู่ไงครับ แล้วอีกอย่างที่อยากจะจับนักเรียนไทยมาตีก้นสักทีก็คือ มันแปลกประหลาดโลกที่สุดกับการที่ชอบหัวเราะเยาะกิ๊กกั๊กเมื่อได้ยินเพื่อนๆ พูดภาษาอังกฤษในห้องขณะเรียนภาษา หัวเราะทำไม มันขำนักหรือ น้องที่ทำงานผมเล่าให้ฟังว่า เธอเรียนพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียนพยายามออกแอคเซนต์ให้เหมือนฝรั่งพูด กลับถูกเพื่อนๆ ล้อเสียอีกว่า ทำไมต้องถึงขนาดนั้น อ้าว ก็เขาพยายามฝึกพูดให้เหมือนฝรั่งจริงๆ แล้วตลกตรงไหน ผมเห็นคนไทยพูด Th เป็น ด  เด็ก ธรรมดา หรือออกเสียงตัว V เป็น ว แหวน แถมยังพูดอังกฤษเหมือนแมวร้อง อย่างที่อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เปรียบเปรยไว้แล้ว ยังน่าตลกโปกฮาสุดๆ มากกว่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง