'ขยะบกตกทะเล'เรื่องใหญ่ไทยต้องเร่งแก้

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2562 00:00:25 น.

"ขยะบกตกทะเล" เป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข ซึ่งสืบเนื่องจากมีการเผยแพร่งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2558 ว่า "ไทยอยู่ในอันดับ 6 ของโลก ว่าด้วยประเทศที่ปล่อยขยะมูลฝอยลงสู่ทะเลและมหาสมุทรมากที่สุด" ขณะเดียวกันในประเทศไทยเองก็มีข่าวสัตว์ทะเลอยู่ในสภาพทุกข์ทรมานก่อนจะตายลงเพราะไปกินเศษขยะเหล่านั้นให้เห็นอยู่เนืองๆ จนเป็นภาพ ที่น่าเวทนา

ขยะทะเลส่วนใหญ่คือสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ "พลาสติก"นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ทำประมง ที่ชำรุด เช่น แห อวน ซึ่ง ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขยะทะเลเกิดได้ทั้งจากกิจกรรมบนฝั่ง เช่น ชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง บริเวณท่าเรือ และการท่องเที่ยวชายหาด และจากกิจกรรมในทะเล เช่น การขนส่งทางทะเล การประมง และการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น

"ขยะพลาสติกที่พบในทะเล ส่วนใหญ่ เกิดจากกิจกรรมบนบกถึงร้อยละ 80 ดังนั้นหากยังไม่รีบแก้ไข หรือป้องกันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งทำลายระบบนิเวศปะการัง การตายของสัตว์ทะเลหายาก อย่างเต่าและโลมา ทั้งนี้จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่า ในปี 2560 เต่าและโลมา กลืนขยะไปถึงร้อยละ 2-3 บางตัวถูกอวนหรือเชือกรัดกว่าร้อยละ 20-40"ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าว

ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาขยะบกตกทะเลยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ทัศนียภาพเสื่อมโทรมที่เกิดจากปัญหาขยะทะเล ปัญหาสุขภาพ และอาหารที่มีผลกระทบ จากสารพิษ เนื่องจากพลาสติกสามารถถูกย่อยเป็นขนาดเล็กลงได้โดยแสงแดด (photodegradation) ทำให้สารเคมีบางชนิด ที่เป็นพิษ ละลายไปในน้ำทะเล ขณะที่พลาสติกบางชนิดยังสามารถดูดซึมสารพิษเช่น PCB ที่อยู่ในน้ำทะเลสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้เมื่อถูกกินโดยสัตว์ รวมถึงนำไปสู่การเกิดปัญหาระหว่างประเทศเรื่องปัญหาขยะข้ามแดน

ซึ่งการจัดการขยะทะเลต้องแก้ไขตั้งแต่ต้นทางคือ "คน" โดยต้องสร้างความตระหนักให้กับประชาชน และการปรับเปลี่ยนมุมมองการแก้ปัญหาขยะใหม่ ไม่ใช่แก้ด้วย การเก็บขยะแล้วนำไปรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปลี่ยนมุมมองของคนทิ้งขยะใหม่ ไม่มองขยะเป็นเพียงแค่ขยะหรือของเหลือทิ้ง แต่มองขยะให้เป็นวัตถุดิบ ให้การจัดการขยะเป็นเรื่องของ business model ทำให้เห็นประโยชน์จากขยะเหล่านี้มากกว่าการมองว่าเป็นปัญหา

ทั้งนี้ปัจจุบันปัญหาขยะทะเล ถูกบรรจุอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) เป้าหมายที่14 มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรทะเลและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในการลดมลพิษทางทะเลรวมถึงขยะทะเล และจากข้อมูลสถานการณ์ขยะในประเทศไทย ใน ปี 2561 พบว่าคนไทย สร้างขยะ 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน คิดเป็น 76,360 ตัน/วัน

ขณะที่ขยะมูลฝอยทั่วประเทศรวมกัน มากกว่า 27.82 ล้านตัน ถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีถูกต้อง 10.88 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 39.1 ส่วนที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่มี 9.58 ล้านตัน หรือ คิดเป็นร้อยละ 34.4 ขณะที่ขยะที่กำจัด ไม่ถูกต้องมีกว่า 7.36 ล้านตัน หรือร้อยละ 26.5 และยังมีขยะอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีการเก็บรวบรวม โดยบริเวณที่พบขยะตกค้าง พบมากที่สุดคือ ชายหาด ปะการัง และ ป่าชายเลนในพื้นที่ 24 จังหวัดชายทะเล

ส่วนใหญ่พบเป็นถุงพลาสติก นอกจากนี้ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ยังพบว่า ระบบการจัดเก็บและรวบรวมขยะมูลฝอยไปสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยชุมชนของ หน่วยงานท้องถิ่น อย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีเพียง 4,894 แห่ง หรือร้อยละ 63 ที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังมีถึง 2,881 แห่ง หรือร้อยละ 37 ที่ยังไม่มีการเก็บรวบรวมและถูกนำไปกำจัด

"ยกตัวอย่างการจัดการขวดน้ำดื่มหนึ่งใบ ถ้าเรามองว่ามันเป็นขยะหลังดื่มน้ำเสร็จแล้วก็โยนทิ้งในถังขยะ เพียงแค่นี้ขวดน้ำดื่มนี้ก็กลายเป็นขยะแล้ว แต่ถ้าเราจัดการขวดน้ำดื่มด้วยการนำกลับไปรีไซเคิล ขวดน้ำดื่มนี้ก็จะกลายเป็นวัตถุดิบ ฉะนั้น อยู่ที่การบริหารจัดการของเราว่าจะให้เป็นขยะหรือให้เป็นวัตถุดิบ"ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ทุกคนเป็นต้นเหตุทำให้เกิดขยะและเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากขยะ ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะนั้นจึงเป็นเรื่องของทุกคน "ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการปัญหาขยะจากบนบกเพื่อป้องกันไม่ให้ลงสู่ทะเล" เริ่มตั้งแต่การจัดการขยะในครัวเรือน

"การปรับมุมมองเกี่ยวกับขยะจากวัตถุเหลือใช้ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการผลิตอื่นๆ มากกว่าถูกมองว่าเป็นขยะไร้ค่า และอาจให้รางวัลหรือมอบประกาศนียบัตรการจัดการขยะที่ดีให้แก่ที่พักอาศัย คอนโด หอพัก โดยใช้หลักการเดียวกับกรณีร้านค้า โรงแรม หรือโรงงานที่ตั้งอยู่ติดชายทะเล และการนำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน มาเป็นเครื่องมือ ประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการป้องกันขยะทะเล" พล.ร.อ.จุมพล ให้ความเห็น

ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย (สกว.) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)มีโครงการ "การจัดทำข้อเสนอแนะเชิง นโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย พ.ศ. 2559-2561" แบ่งการป้องกันและแก้ไปปัญหาขยะบกตกทะเลไว้ 4 ด้านคือ

1.ป้องกันปัญหาขยะทะเลจากแหล่งกำเนิดขยะทั้งบนบกและในทะเลโดยการลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดทั้งบนบก ในพื้นที่เกาะ และพื้นที่ชายฝั่ง ออกมาตรการให้ผู้ผลิต ลด เลิก ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว การเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ผลิต การควบคุมกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ก่อให้เกิดขยะทะเล และสนับสนุนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

2.การแก้ไขสถานการณ์ขยะที่เกิดขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบนบก การรองรับและจัดการขยะจากกิจกรรมบนบกและในทะเล การเพิ่มประสิทธิภาพและ เพิ่มบริการจัดเก็บขยะให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างสม่ำเสมอ การคัดแยกและนำขยะพลาสติกกลับมาเป็นวัตถุดิบ จัดตั้งศูนย์คัดแยกขยะ หรือ ธนาคารขยะ 3.การแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากปัญหาขยะทะเลและชายฝั่ง พัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ในการ ติดตามเพื่อจัดการและจัดเก็บขยะในทะเล รวมทั้งแก้ไขปัญหาไมโครพลาสติก (Microplastic) และไมโครบีท (Microbeat) ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหาร

และ 4.กลไกภาพรวม โดยกำหนดให้มีเขตบริหารจัดการทรัพยากรจังหวัดในทะเล และการวางแผนที่การใช้ประโยชน์ ที่มีกระทรวงมหาดไทยและกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก การมีต้นแบบธุรกิจ (Business model) เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนในการจัดการกับเศรษฐกิจการเมือง (Political economy) รวมถึงการ ปรับปรุงกฎหมายในประเทศให้ทันสมัยและ เอื้อต่อการบริหารจัดการขยะในระดับประเทศ

"เมื่อปัญหาขยะทะเลลดลง ชายหาดปลอดขยะ ทรัพยากรทางทะเล อุดมสมบูรณ์ ก็จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ การเป็นแหล่งอาหาร ทรัพยากรธรรมชาติ การเป็นแหล่งพลังงาน การท่องเที่ยว การขนส่ง และภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง"พล.ร.อ.จุมพล กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง