วงวิชาการแนะรัฐปฏิรูปกฎหมายรับมือ'สังคมสูงวัย'ให้ครบทุกด้าน

ข่าวทั่วไป 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สรุปบทเรียนจากการประชุมวิชาการข้อเสนอเชิงนโยบาย ประเด็นมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อประกอบการจัดทำ "แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 3" เมื่อกลางเดือนมิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ดังนี้

นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้จัดการโครงการ การทบทวนสถานการณ์ความต้องการระบบและ เครื่องมือ ที่จะตอบสนองต่อปัญหาของผู้สูงอายุ ในประเทศไทยและการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วย ระยะกลาง กล่าวว่า ปัญหาของผู้สูงอายุไม่ใช่สุขภาพอย่างเดียว ยังมีเรื่องการจ้างงาน ทักษะใหม่ๆ ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีรายได้เลี้ยงตัวได้ การมีกลุ่มที่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม รวมถึงระบบสวัสดิการของรัฐ

ขณะที่ข้อเสนอเชิงนโยบายทางกฎหมาย นำเสนอ โดย ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส และ ไพศาล ลิ้มสถิตย์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ พิสิษฐ์ ศรีอัคคโภคิน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ข้อสรุปว่าปัจจุบันมีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิด้านสุขภาพของ ผู้สูงอายุหลายฉบับ ที่เป็นหลักคือ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ แต่ยังไม่ครอบคลุมสิทธิตามแนวปฏิบัติของสหประชาชาติ

โดยขาดมาตรการคุ้มครองสิทธิในทางปฏิบัติ เน้นการสงเคราะห์ ให้กู้ยืมเงิน การช่วยเหลือเบื้องต้น ขาดมาตรการส่งเสริมให้กลุ่มองค์กรผู้สูงอายุให้รวมตัว กันอย่างเข้มแข็ง และยังไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ หากเทียบกับเครือข่ายผู้พิการ ซึ่งมีความเข้มแข็งมาก ทั้งที่ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 11 บัญญัติเรื่องสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนด้านต่างๆ

อาทิ บริการทางการแพทย์ที่ให้ความสะดวกรวดเร็ว บริการนี้เคยทำในบางรัฐบาลบางชุดเป็นบางช่วง แต่ปัจจุบันไม่มี ทั้งนี้ กฎหมายมอบอำนาจให้หน่วยงาน ราชการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับผู้สูงอายุเกือบทุกกระทรวง ทั้งการประกอบอาชีพ ฝึกอาชีพที่เหมาะสม การพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและ การรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่าย ซึ่งกรณีหลังยัง ไม่เข้มแข็งนัก

อย่างไรก็ตาม ยังมีในส่วนที่ดำเนินการเป็น รูปธรรมคือ การช่วยเหลือด้านค่าโดยสาร ยานพาหนะ ค่าเข้าชมสถานที่ รวมทั้งการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็น รายเดือน แต่หากกล่าวโดยสรุป กฎหมายฉบับนี้ มีแนวคิดหลักคือ "รัฐมองว่าผู้สูงอายุไม่มีศักยภาพ อ่อนแอ ต้องให้การสงเคราะห์" กฎหมายขาดกลไกการคุ้มครอง หรือรับรองสิทธิที่ทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส กล่าวเสริมว่า เนื่องจาก กฎหมายผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นงานของกระทรวงสาธารณสุข เขียนไว้อย่างกว้างๆ ไม่มีอำนาจให้กระทรวงอื่นๆ ดำเนินการ เป็นเพียงการขอความร่วมมือ แนวทางแก้คือต้องทำ พ.ร.บ.แม่บทขึ้นมาใหม่ให้ครอบคลุมงาน ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุทั้งหมด และให้กระทรวงอื่นๆ รับนโยบายไปดำเนินการ โดยออกกฎกระทรวงขึ้นมารองรับ ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในส่วนงานขององค์กร

อีกด้านหนึ่ง มีการนำเสนอโครงการวิจัยทบทวน นโยบายกิจกรรมทางกายผู้สูงอายุ โดย รศ.ดร.อัจฉรา ปุราคม และคณะ จากศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้กิจกรรมทางกายผู้สูงอายุแบบองค์รวม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งระบุว่า กิจกรรมทางกาย หรือ "การเคลื่อนไหวร่างกาย" มีความสำคัญต่อผู้สูงอายุ เพราะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน เนื่องจากพอคนเราอายุมากขึ้น

ร่างกายเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวน้อยลง การที่ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทางกาย จะช่วยพัฒนาและปรับปรุงสุขภาพ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมไปพร้อมๆ ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ควรเคลื่อนไหวแบบที่ออกแรงระดับกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์" รศ.ดร.อัจฉรา กล่าว

รศ.ดร.อัจฉรากล่าวต่อไปว่า กิจกรรมทางกายสำหรับผู้สูงอายุสามารถแบ่งได้ 6 รูปแบบคือ การทำกิจกรรมทางกายที่บ้าน ในชุมชน ร่วมกับกลุ่ม กิจกรรมเพื่อลดภาวะเนือยนิ่ง กิจกรรมเพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง กิจกรรมประกอบการใช้สมาร์ทโฟน เช่น แอพพลิเคชั่น ที่มีการเตือนให้เคลื่อนไหวร่างกายทุกครึ่งชั่วโมง ออกกำลังกายโดยดูตัวอย่างจากคลิปที่ได้รับจาก แอพพลิเคชั่นไลน์ เป็นต้น ซึ่งควรทำแบบผสมผสาน ร่วมกับกิจกรรมนันทนาการ ช่องทางการเข้าถึงของ ผู้สูงอายุ และให้สอดคล้องกับบริบท และความต้องการของผู้สูงอายุด้วย

ทั้งนี้ ในการวิจัยมุ่งเน้นในมิติสิ่งแวดล้อมที่ เกื้อหนุนกิจกรรมทางกาย การเดินทางอย่างอิสระ โปรแกรมและการเข้าถึงแหล่งข้อมูลกิจกรรมทางกาย 6 ด้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัย การเข้าถึง ความใกล้บ้าน ความสวยงาม ความน่ารื่นรมย์ และพื้นที่ สีเขียว ตัวอย่างเช่น พัฒนานโยบายสิ่งแวดล้อม โดยเน้นความปลอดภัยในการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ เดิน จักรยาน การพัฒนาพื้นที่อาคารสิ่งก่อสร้างที่ ผสมผสานประโยชน์ใช้สอยร่วมกับการวางแผนการ เดินทาง และการจัดโปรแกรมกิจกรรมทางกายให้กับผู้สูงอายุ

โดยเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่การเดินทางจากที่อยู่อาศัยกับสถานที่ปลายทาง ส่วนในเรื่องการเดินทาง ควรพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เดินทางด้วยความปลอดภัย สร้างระบบผู้ดูแลผู้สูงอายุเดินทางไปยังที่ต่างๆ โดยใช้จิตอาสาในชุมชนปรับปรุงเส้นทางการเดินโดยแยกส่วนจากผิวจราจรทางรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ เข้มงวดกับผู้สูงอายุที่ขับขี่รถยนต์มากขึ้น เช่น ตรวจสอบศักยภาพการขับขี่ทุกปี เพื่อความปลอดภัยของทุกในพื้นที่สาธารณะ ปรับปรุงสัญญาณจราจรให้ผู้สูงอายุมองเห็นชัดเจน เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐสภา จุรีมาศ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่า จากการที่ได้ไปสอนโรงเรียนผู้สูงอายุที่จังหวัดนครนายก สระแก้ว มีข้อสังเกตคือ ผู้สูงอายุในต่างจังหวัดต้องการการมีตัวตนในชุมชน กรณีที่พบคือ ผู้สูงอายุไม่ออกจากบ้านเลย แต่พอเพื่อนออกมาเต้น แอโรบิก เขาก็ออกจากบ้านมาออกกำลังกายด้วย ภูมิใจที่ใส่ชุดนักเรียน และชอบให้เรียกว่านักเรียน สรุปได้ว่าในการทำกิจกรรมต่างๆ ต้องเริ่มต้นจากความสุข ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุอยากเข้าร่วม

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้สูงอายุต่างจังหวัดไม่มีความสุขกับการจัดการทรัพย์สินของตัวเอง คิดว่าตนเองมีความรู้ไม่เพียงพอ ไม่แน่ใจว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้หมดปัญหาได้จริงหรือไม่ และเห็นด้วยกับข้อเสนอของ ศ.แสวง ที่ว่าต้องดูแลคุณภาพชีวิตและการจัดการทรัพย์สินของผู้สูงอายุ โดยเชื่อมสองส่วนเข้าด้วยกันกล่าวคือ ผู้ที่ดูแลทรัพย์สินต้องรับผิดชอบดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ