'เห็นต่าง'ต้องล่าล้าง-ทำลายสังคมไทย'ลดรุนแรง'ได้ไหม?

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562 00:00:00 น.

การเมืองไทยในรอบหลายปีมานี้ ดูท่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่มีการใช้ "Hate Speech"หรือถ้อยคำปลุกระดมความเกลียดชัง ถึงขั้นที่ "ต่างฝ่ายต่างรู้สึกสะใจหากมีข่าวว่าคนที่ยึดถือแนวคิดตรงข้ามกับตนถูกทำร้ายหรือประสบภาวะยากลำบากในชีวิต" ยังไม่นับการปั่นกระแส "ล่าแม่มด" ขุดคุ้ยปมในอดีตไม่ว่าใหญ่หรือเล็กและไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไรของฝ่ายตรงข้ามมาประจานเพื่อไม่ให้มีที่ยืน

ที่งานเสวนา "ทุเลาความรุนแรง และความเกลียดชังในสังคมไทย" ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.พิรงรอง รามสูตร รองอธิการบดี และอาจารย์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า Hate Speech หรือถ้อยคำที่ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังนั้น พบมากในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง เมื่อปี 2553 แต่ ณ ปัจจุบัน ยังมี ปัญหาเพิ่มเข้ามาคือ "การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ" นอกจากนี้ "แต่ละคนต่างก็เลือกเชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากจะเชื่อ"สะท้อนผ่านการเลือกตั้งปี 2562 ที่สังคมไทยแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน

"เฮท สปีช (Hate Speech) จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเอ็คโค แชมเบอร์ (Echo Chamber) หรือพื้นที่ของคนที่มีความคิดเหมือนกัน มาแลกเปลี่ยนกันเองและผลิต ซ้ำความเชื่อซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะพื้นที่ออนไลน์ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการทำงานของโลกออนไลน์เองที่ทำให้เราเห็นแต่สิ่งที่เราชอบหรืออยากเห็น ผูกโยงกับข่าวลวง-ข่าวเท็จ พยายามให้เกิดผลกระทบกับมติมหาชนทำให้ สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น" ศ.ดร.พิรงรอง กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอนันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเกลียดชัง ไม่เกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาและความมีเหตุมีผลของคนเท่าไรนัก "ไม่ว่าจะมีการให้ข้อมูลและเหตุผลอย่างไร ก็ไม่แก้ปัญหาความเกลียดชังในสังคมได้ เพราะความขัดแย้งทำให้คนมองไม่เห็นในสิ่งที่อีกคนหนึ่งต้องการจะสื่อสาร เพราะความขัดแย้งทำให้คนตกอยู่ใน อารมณ์ความรู้สึกซึ่งบดบังทุกสิ่ง ทุกอย่าง" ดังนั้น ปรากฏการณ์ความขัดแย้งและเกลียดชังในสังคมไทยจึงอาจไม่ใช่ความบกพร่องในการได้รับข้อมูลข่าวสาร

"ข้อสังเกตที่เห็นจากความ ขัดแย้งทางการเมืองคือการ "เลือกมอง" คนที่เห็นต่างแค่เพียงมิติเดียวหรือด้านเดียวโดยไม่สนใจมิติอื่นๆ อย่าง กรณีการทำร้ายร่างกายจ่านิว (สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์) เป็นภาพสะท้อนของการมองเห็นตัวตนเพียงมุมใดมุมหนึ่ง แต่ถ้ามองเห็นความจริง ซึ่งจะมองว่า คนหนึ่งคนเป็นองค์ประกอบของความซับซ้อนหลายอย่าง แต่เราอยู่ในโลกที่ทำร้ายสิ่งเหล่านี้ให้เหลือมิติเดียวหมด เหตุการณ์แบบนี้มันมักจะเกิดในตอนที่ เราจะทำสงครามกับคน พอเราจะทำ สงครามกับคนเราก็จะลดทอนความจริง ให้เหลือเพียงมิติเดียว" ศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบาย

ทางออกของปัญหา รศ.ดร.ฉันทนา บรรพสิริโชค หวันแก้ว ผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนะไว้ 4 ประการ คือ 1.การไม่ใช้ความรุนแรง 2.การสร้างความไว้วางใจ 3.การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และ 4.การอดทนอดกลั้นต่อกัน ซึ่งมีข้อสังเกตว่า "การทำร้าย ร่างกายคนที่เห็นต่างทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มีปัญหา จากการขาดความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง" ทั้งต่างไปจากความคิดของตนเองหรือต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคม

ดังนั้น "รัฐต้องป้องกันไม่ให้เกิด ใบอนุญาตใช้ความรุนแรงกับคน ที่เห็นต่าง" ในกรณีที่มีการทำร้ายร่างกาย สิ่งที่ต้องทำคือการใช้กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กระบวนการยุติธรรมต้องชัดเจนและมีประสิทธิภาพ หากความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีรูปแบบ หน่วยงานของรัฐต้องมาเฝ้าระวังมิเช่นนั้น ความรุนแรงจะขยายตัว

"สิ่งที่ต้องทำต่อมาหลังจากแก้ไขปัญหา คือ ต้องป้องกันไม่ให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงกับผู้ที่เห็นต่าง รวมถึงต้องมีการพัฒนาการสื่อสารเพื่อลด ความเกลียดชังหรือสร้างความเกลียดชัง โดยอาจจะเป็นหน้าที่ของสื่อหรือกลุ่มทางสังคมสามารถเข้ามาเป็นสื่อกลางในการให้ข้อมูลและลดความขัดแย้ง"ผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาสันติภาพและความ ขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

อีกด้านหนึ่ง ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เล่าว่า จากประสบการณ์ของแอมเนสตี้ฯ พบ การแสดงออกในเชิงความรุนแรงต่อ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนหลายครั้ง เช่น ด่าทอ วางพวงหรีด ก่อกวนทางออนไลน์ (Cyber Bullying) นอกจากคนในแอมเนสตี้ฯ เองแล้วยังรวมไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่ออกมาพูดถึงในประเด็นเดียวกันด้วยที่ได้รับผลกระทบ

"จากการตั้งข้อสังเกตเป็นเพราะทุกคนโกรธและหวาดกลัวแล้วคิดว่าเราไปช่วยโจรหรือไม่ แม้จะ อธิบายแต่ก็ไม่มีใครฟังจนมีการสร้าง เพจต่างๆ ล้อเลียน นำสู่ความวิตกกังวล เพราะกลายเป็นการเข้าใจผิดและชี้นำให้เกิดความรุนแรง หากเป็นหญิงที่ออกมาเคลื่อนไหวจะถูกโจมตีหนักถึงเรื่องเพศด้วย" ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าว

ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ยังกล่าวถึงกรณีเหตุทำร้ายร่างกาย สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นักเคลื่อนไหวต้านรัฐบาลทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยว่า "จ่านิวไม่ได้ถูกทำร้ายทาง ร่างกายเท่านั้น ยังถูกซ้ำเติมจากวาทกรรม บนโลกออนไลน์ด้วย" ซึ่งที่น่าห่วง คือ "พื้นที่ในการแสดงออกเริ่มถูก บีบให้ลดลงเรื่อยๆ" จึงเกิดคำถามว่า"ความหวังที่จะลดความรุนแรงจะเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือไม่" ทั้งที่ความเห็นต่าง เป็นเรื่องปกติ

หากปล่อยให้การทำร้ายร่างกายผู้เห็นต่างเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการดำเนินคดี วันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดได้กับทุกคน..ใครจะไปรู้!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
ข่าวที่เกี่ยวข้อง