คอลัมน์: ซอกแซกอาเซียน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562 00:00:46 น.
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org

คณะของเราประมาณ 10 คน เดินทาง ต่อจากเมืองปากซองสักพัก ถนนก็เริ่มจะเล็กลง ขณะที่ทัศนียภาพข้างทางก็เริ่มจะห่างหาย บ้านเรือนไร่นา แต่กลายเป็นภูเขาและป่าไม้เสีย เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภูเขาที่มีมากและสูงตระหง่านกว่าที่เราเห็นกันอยู่ในประเทศไทย ผมจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เหตุที่ สปป.ลาว สามารถกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศให้เป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อส่งขายต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า แบตเตอรีแห่งเอเชีย ก็เพราะมีทรัพยากรที่เอื้ออำนวยนี่เอง การที่มีเทือกเขาสูงและป่าไม้ ทำให้เกิดแม่น้ำลำธาร อันเกิดจากฟ้าฝนที่ตกลงมามากมาย แม้จะเป็นดินแดนที่ไม่กว้างมากนัก คิดจากเขตชายแดนทิศตะวันออกไปยังชายแดนตะวันตก ระยะทางตรงๆ น่าจะราวๆ 200 กิโลเมตรเศษ แต่ด้วยความที่ตอนกลางของประเทศเป็นสภาพภูเขาดังได้กล่าวมาแล้ว จึงกลายเป็นแม่น้ำไหลลดเลี้ยวไปออกทางแม่น้ำโขง หรือลงแม่น้ำหลักสายอื่น ตั้งแต่ดินแดนตอนเหนือของประเทศ จรดยาวผ่ากลางลงไปถึงตอนใต้ติดประเทศกัมพูชา สภาพเช่นนี้ ทำให้ สปป.ลาว สามารถที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำลำธารที่มีตามธรรมชาติได้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งนี้ สปป.ลาว มีเป้าหมายจะสร้างเขื่อนพลังน้ำรวมทั้งสิ้น 100 เขื่อน ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้วเป็นจำนวน 53 เขื่อน ก็นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศ สปป.ลาว ครับ ในความโชคร้ายที่เป็นประเทศค่อนข้างขาดแคลน แต่ก็มีความโชคดี ที่พระเจ้าก็ดลบันดาลให้ สปป.ลาวมีทรัพยากรอย่างที่ว่า เหมือนที่พระเจ้าได้บันดาลให้ดินแดนแห้งแล้งทะเลทรายในตะวันออกกลางมีแหล่งน้ำมันที่มีมูลค่ามหาศาล สร้างความร่ำรวยให้แก่คนแถบนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ดี พระเจ้าคงมองไม่ทะลุถึงว่าทรัพยากรที่กำหนดไว้ชดเชยสิ่งขาดเหล่านี้ มนุษย์อาจมีการใช้ที่ไม่ระมัดระวัง หรือดัดแปลงเพื่อตักตวงประโยชน์มากเกินไป จนกระทั่งสุ่มเสี่ยงต่อการอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง หรือไม่พระเจ้าอาจมองเห็นแล้ว แต่อยากจะลงโทษมนุษย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญาเหล่านั้นให้เข็ดหลาบ จึงดลบันดาลให้เกิดข้อผิดพลาดกับสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ในที่นี้ คือ เขื่อนพลังงานไฟฟ้าที่สร้างไว้นั้นแตกเสียหาย พังทลาย มวลน้ำขนาดมหึมาไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาชาวบ้านแขวงอัตตะปือ ซึ่งเป็นที่มาทำให้ผมและคณะได้มีโอกาสเดินทางเข้ามาสัมผัสบรรยากาศอยู่ในขณะนี้

ระหว่างเส้นทางเข้าไปแขวงอัตตะปือ เราจะไม่เห็นร่องรอยความเสียหายน้ำท่วมเท่าใดนัก เพราะสภาพป่าเขาที่ว่า เส้นทางเริ่มเล็กลงและลัดเลาะไปตามภูเขา ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง คณะเราก็ถึงเมืองอัตตะปือ ถึงตรงนี้ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านเล็กน้อยนะครับว่า ระบบการเรียกชื่อเมืองของลาวบางแห่งไม่เหมือนไทย คือ ของไทยเราชื่อจังหวัด กับชื่อเมืองหลักในจังหวัดนั้นจะเป็นชื่อเดียวกัน เช่น จังหวัดลพบุรี ที่มีอาณาเขตหลายๆ อำเภอ ก็มีเมืองหลัก (ที่ตั้ง ศาลากลาง) ชื่อลพบุรีเหมือนกัน แต่ของลาว ชื่อแขวงกับชื่อเมืองหลักจะไม่เหมือนกัน (ในยุโรป หรืออเมริกาส่วนมากก็จะเป็นแบบลาว) ตัวอย่าง เช่น แขวงจำปาสัก ชื่อเมืองหลัก คือปากเซ แขวงคำม่วน เมืองหลัก คือ ท่าแขก เป็นต้น แต่ก็มีบ้างที่ชื่อเหมือนกันกับไทย เช่น แขวงหลวงพระบาง แขวงสุวรรณเขต ที่ชื่อเดียวกัน ส่วนที่อัตตะปือ ชื่ออัตตะปือคือชื่อแขวง แต่เมืองหลักเขากลับชื่อสามัคคีชัย ซึ่งจะว่าไปแล้วแทบไม่เคยได้ยิน แม้กระทั่งเพื่อนผมคนลาวแท้ๆ ยังไม่รู้ชื่อเมืองดังกล่าวด้วยซ้ำ แต่เอาสั้นๆ ง่ายๆ ผมก็จะเรียกว่าเมืองนี้ว่าอัตตะปือต่อไปก็แล้วกันนะครับ

กว่าจะถึงอัตตะปือ เกือบบ่ายสอง เมื่อเช้ากินอาหารบนเครื่องการบินไทยมีแค่สแน็คชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย เขาถามว่าหิวไหม ก็บอกว่าไม่หิวๆ จนผ่านปากซองมาแล้ว มารู้สึกหิวก็ตอนที่มีแต่ป่าเขา นึกถึงสมัยหนึ่งผมอยู่กรมการข้าว ไปเป็นวิทยากรที่ประเทศแซมเบีย แอฟริกาโน่น วันหนึ่งเขาพาไปดูงานห่างจากเมืองหลวงที่ชื่อ ลูซากา ไปประมาณ 50 กิโลเมตร ออกจากเมืองหลวงไปสักสิบกิโลเท่านั้น หาร้านอาหารไม่มีเลย คนท้องถิ่นที่พาไปก็ไม่บอก จะได้เตรียมไปสำรอง จะมีเพียงเพิง ข้างทางใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตร ผ่าซีกเป็นเตาย่างแพะเป็นชิ้นเล็กๆ พวกคนท้องถิ่นซื้อกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ผมและคณะไม่คุ้นกับกลิ่นแพะ โชคดีมีกล้วยสุกขายด้วย เลย มือกลางวันนั้นกินได้แต่กล้วย หมดไปเกือบ 2 หวี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง