คอลัมน์: โซไซตี้: SACICT นำ ครูศิลป์ ครูช่าง และทายาท สัมผัสวัฒนธรรมตุรกี

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 00:00:58 น.

การเปิดโลกกว้าง เพื่อศึกษาเรียนรู้ ศิลปวัฒนธรรมและการสร้างงานฝีมือในต่างแดน ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่ดี นำมาซึ่งการพัฒนา ต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมไทยให้ดียิ่งๆ ขึ้น ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT  ได้ให้ ความสำคัญในเรื่องนี้จึงนำครูศิลป์ของแผ่นดิน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เดินทางไปยังประเทศตุรกี ที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดน แห่งอารยธรรม และศิลปวัฒนธรรม สำคัญแห่งหนึ่ง ของโลก เพื่อเรียนรู้ภูมิปัญญา ทักษะ และเทคนิค ในงานศิลปหัตถกรรมอันหลากหลาย โดยนำเยี่ยม หมู่บ้านเอทริม (Village of Etrim) แหล่ง "ทอพรม" ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกว่า 100 ปี พร้อมชมพิพิธภัณฑ์ กระเบื้อง (Karatay Medreseri Museum) พิพิธภัณฑ์เก่าแก่อายุ 1,000 ปี

อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริม ศิลปาชีพระหว่างประเทศ หรือ SACICT นำคณะ เดินทางไปประเทศตุรกี เพื่อเรียนรู้องค์ความรู้ภูมิปัญญา ทักษะและเทคนิคในงานศิลปหัตถกรรม จากแหล่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการสร้างสรรค์ งานศิลปหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่นักท่องเที่ยว จากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากมาเยือน ทั้งนี้ ตุรกีเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์และอารยธรรม เก่าแก่ หลากหลาย มีงานศิลปะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ เป็นแหล่งสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่นน่าหลงใหลระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นงาน "เซรามิก" ที่มีเอกลักษณ์และมีประวัติความเป็นมานับพันปี งาน "ทอพรม" ที่โดดเด่นด้วยลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โอกาสนี้ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ งานฝีมือ เริ่มต้นที่หมู่บ้านเอทริม (Village of Etrim) แหล่ง "ทอพรม" ของประเทศตุรกี เรียนรู้การย้อมสี ธรรมชาติเส้นใย การผสมสีสันสำหรับใช้ทอพรม เทคนิคการทอ และการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนพรม หมู่บ้านเอทริมนับเป็นหมู่บ้าน "ทอพรม" พื้นเมืองที่มี ชื่อเสียงของตุรกี ที่สำคัญ คือ เป็นแหล่ง "ทอพรม ด้วยมือ"แบบโบราณ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่ละครอบครัวได้ทอพรมมาอย่างต่อเนื่อง จากรุ่น สู่รุ่นกว่า 100 ปี ผู้ทอพรมจะเป็นผู้หญิง หลังจาก ทำงานบ้านหรืองานประจำเสร็จแล้ว จะนั่งทอพรม ตลอดทั้งวัน เป็นวิถีชีวิตประจำวันของผู้หญิงใน หมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนผู้ชายหรือสามีจะทำหน้าที่นำพรม ไปขาย

วัตถุดิบที่ใช้ในการทอพรม จะใช้เส้นใยจากขนสัตว์ เส้นใยฝ้าย และเส้นใยไหม หรืออาจจะมีการผสมผสานเส้นใย 2 ชนิดเข้าด้วยกัน เช่น เส้นใย ขนสัตว์กับเส้นใยฝ้าย เส้นใยฝ้ายกับเส้นใยไหม ส่วนสีย้อมเส้นใยจะย้อมด้วยสีธรรมชาติ จากวัตถุดิบ ในท้องถิ่น เช่น ต้นลาเวนเดอร์ป่า รากหญ้า ต้นหญ้า เปลือกวอลนัท เป็นต้น สีที่ได้จึงเป็นโทนพาสเทล แต่มีความสดใส ไม่ฉูดฉาด ที่สำคัญ สีจะติดคงทน ไม่ตก ไม่ซีด ส่วนลวดลายบนผืนพรม มักเป็นลวดลายพืชพรรณ ดอกไม้ ใบไม้ หรือเรขาคณิต อาจมีลายสัตว์อยู่บ้าง เช่น ลายนก หรือลายแมงป่อง กล่าวคือมักเป็นลวดลายที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน หรือลายตามจินตนาการ ลวดลายการทอพรมของ หมู่บ้านแห่งนี้ นอกจากความสวยงามแล้ว ยังสอดแทรก ความหมายของวิถีชีวิตชาวพื้นเมือง หรือ คติความเชื่อ เช่น การทอเป็นลายกิ่งไม้ หมายถึงตัวแทนของต้นไม้แห่งชีวิต การทอเป็นลายแมงป่อง ถือเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจ และมีความเชื่อว่า จะทำให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง เพราะแมงป่อง จะกระดกหางชูสูงขึ้นตลอดเวลา การทอเป็นลายมัด ข้าวสาลี หมายถึงความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ หรืออาจทอเป็นลวดลายดวงตาปีศาจ ตามความเชื่อที่ว่าจะป้องกันและขจัดความชั่วร้าย เป็นต้น

การทอพรมที่หมู่บ้านเอทริมนี้จะใช้ "เทคนิค ดับเบิ้ล นอตส์" (double knots) พรมแต่ละผืนต้องใช้ทั้งเวลาและความชำนาญ ผู้หญิงทอพรมที่หมู่บ้านแห่งนี้สามารถทอลวดลายได้ด้วยทักษะและความชำนาญสูง ไม่ต้องมีแบบร่างลายใดๆ มาใช้ประกอบ ทุกลายออกมาจากความจำ จินตนาการและทักษะ ความชำนาญ แต่ละผืนจะมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน ใช้เวลาทอ 2-8 เดือน หากมีลวดลายเล็กละเอียดและมีขนาดใหญ่อาจใช้เวลา 3-5 ปี หมู่บ้านแห่งนี้ มีการทอพรมแทบทั้งหมู่บ้าน มีระบบการจัดจำหน่ายในรูปแบบสหกรณ์ เมื่อมีรายได้จากการจำหน่ายก็จะคืนกลับสู่ผู้ทอ นอกจากการเยี่ยมชมหมู่บ้านทอพรมแล้วยังได้นำคณะครูศิลป์ฯ ครูช่างฯ ทายาทฯ ไปชม พิพิธภัณฑ์กระเบื้อง (Karatay Medreseri Museum) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองคอนย่า (Konya) เพื่อศึกษาเรียนรู้เทคนิคและศิลปะลวดลายงานเซรามิกและกระเบื้องเคลือบ ที่มีอายุนับ 1,000 ปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 800 ปี ที่แล้ว โดย เซลจุก (Seljuk) อิหม่ามหรือผู้นำศาสนา ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองคอนย่าในขณะนั้น ภายในพิพิธภัณฑ์ มีงานศิลปหัตถกรรมที่สำคัญ อายุนับพันกว่าปี เช่น กระเบื้องเซรามิกเขียนลาย งานผ้าปัก งานถ้วยชามโบราณเขียนลาย เป็นต้น ส่วนสำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะมีการตกแต่งผนังด้านในอย่างงดงามด้วยกระเบื้องเซรามิก ด้วย โทนสีน้ำเงิน ฟ้า ขาว ที่มีลวดลายเชิงศิลปะที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์แบบศิลปะอิสลาม และบางส่วนมีการนำคำสอนจากพระคัมภีร์ อัลกุรอาน มาเขียนเป็นลวดลายประดับตกแต่ง อย่างงดงาม นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเซรามิก โบราณจากแหล่งโบราณคดีนับพันปีอีกด้วย

การนำคณะ เดินทางไปชมกรรมวิธีการ ทอพรมแบบโบราณ และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สำคัญของประเทศตุรกี ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการช่วยเปิดโลกทัศน์ มุมมอง ตลอดจนการเรียนรู้ถึงเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ผลงาน ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ และแนวคิด เพื่อนำมาประยุกต์เทคนิควิธีการสร้างสรรค์ผลงานให้โดดเด่น แตกต่าง แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ และเพิ่มมูลค่า ในชิ้นงานของแต่ละคนได้มากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง