รัฐบาลใหม่หลัง'คสช.'อะไรที่'บิ๊กตู่'ควรสานต่อ(1)

ข่าวทั่วไป 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"รูดม่าน-ลาโรง" กันแล้วสำหรับรัฐบาลทหารในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังบริหารประเทศมากว่า 5 ปีนับตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557 "ส่งไม้ต่อ" ให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็ต้องตามดูกันต่อไปว่า "จะไหวหรือไม่" เพราะแม้นายกฯ ยังเป็น "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดิม แต่สถานะหลังจากนี้ไม่ใช่หัวหน้า คสช. "ไม่มีอำนาจพิเศษมาตรา 44" อีกต่อไป เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่รายงาน "การประเมินผลงานของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา" พร้อมทั้งระบุถึง "นโยบายรัฐบาล คสช. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นใน ครม. ชุดใหม่" ประกอบด้วย 1.ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้านหนึ่งถูกคาดหวังว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศ รายได้สูง แต่อีกด้านหนึ่งยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องผลกระทบต่อคนในพื้นที่

สิ่งที่ควรทำคือ ทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาศักยภาพคน พร้อมกับสนับสนุนให้สถาบันวิจัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วม ขณะเดียวกันต้องจัดทำฐานข้อมูลด้าน สิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้การวางแผนป้องกันและรับมือผลกระทบดำเนินอยู่บนข้อมูล ที่ถูกต้อง อีกทั้งควรเปิดเผยข้อมูลต่างๆ สู่สาธารณะ และทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์ต่อคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

2.เศรษฐกิจดิจิทัล ที่ผ่านมารัฐบาล คสช. ดำเนินไปหลายเรื่อง บางเรื่อง ประสบความสำเร็จ เช่น การยกเลิกการใช้ สำเนาทะเบียนบ้าน-บัตรประจำตัวประชาชน เมื่อไปติดต่อราชการ รวมถึงการบูรณาการ ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐเข้าด้วยกัน ลดภาระประชาชนในการ กรอกเอกสารข้อมูลซ้ำๆ เดิมๆ หลายครั้ง รวมถึงระบบการชำระเงินแบบพร้อมเพย์ (Prompt Pay) แต่ยังมีหลายเรื่องที่ยังต้องปรับปรุง เช่น อินเตอร์เน็ตประชารัฐ หรือการพัฒนาแอพพลิเคชั่นของหน่วยงานรัฐ ที่มีเป็นจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่พบว่าใช้งานไม่ได้จริง

นอกจากนี้ยังมีบางเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เช่น การใช้ ม.44 อุ้มผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือพ่วงไปกับการอุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล รวมถึงการออกกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ ที่ให้อำนาจรัฐสูงมากแต่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลในระดับที่เหมาะสม สิ่งที่ควรปรับปรุง เช่น ลดปัญหาจากกฎระเบียบเพื่อให้ธุรกิจประเภทสตาร์ทอัพ (Start Up) อยู่รอดและเติบโตได้ เร่งจัดทำฐานข้อมูลแบบเปิด เพื่อให้ประชาชนและเอกชนใช้งานได้ อีกทั้งควรแก้ไขกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์เพื่อให้ได้สมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน

3.นโยบายภาคเกษตรและประมง รัฐบาล คสช. ถือว่ามีผลงานทั้งการระบายข้าวค้างสต๊อก การแก้ไขปัญหา การทำประมงผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาล คสช. ยังคงใช้มาตรการอุดหนุนเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว การให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าว การชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสีในการเก็บสต๊อกข้าว เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่การแทรกแซงกลไกตลาด แต่ก็ไม่ทำให้ชาวนาปรับโครงสร้างการผลิต และยังส่งผลให้รัฐ ขาดงบประมาณเพิ่มมูลค่าผลผลิตในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการวิจัย

ขณะเดียวกันในด้านการแก้ไขปัญหาของชาวประมง พบว่ายังมีความ ขัดแย้งกันระหว่างประมงพาณิชย์กับประมงพื้นบ้าน อีกทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ด้านการเปลี่ยนเรือใหม่แทนเรือเก่าที่ต้องถูกห้ามใช้ยังล่าช้า นอกจากนี้ การแก้ปัญหาราคายางพารา หน่วยงานหลักคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงมีหน้าที่เพียงตอบสนองความต้องการของกลุ่มชาวสวนยางและโรงงานแปรรูป ยังไม่ถึงขั้นเป็น แกนหลักด้านการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ดังตัวอย่างของ สถาบันวิจัยยางของมาเลเซีย (RRIM) ที่มีบทบาทดังกล่าวมากสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ และครม.ชุดใหม่ ควรดำเนินการ เช่น การวิจัยที่อิงความต้องการของตลาด เน้นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มการผลิตสินค้ามูลค่าสูง และช่วยเกษตรกรปรับตัวรับมือกับผลกระทบ ของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และออกค่าใช้จ่ายบางส่วน ปรับบทบาทของรัฐจากผู้ดำเนินการส่งเสริมเอง มาเป็นผู้สนับสนุนทุนและทรัพยากรในการส่งเสริมการเกษตรของภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน มหาวิทยาลัยและกลุ่มเกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายใต้บริบทพื้นที่ที่ต่างกัน

รวมถึงปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้แข่งขันได้ โดยส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนการผลิตในระยะยาว ทั้งชนิดพืช เทคโนโลยี ปรับปรุงที่ดินเพื่อทำเกษตรมูลค่าเพิ่มสูงหรือเกษตรแปลงใหญ่ โดยให้เกษตรกร ผู้เช่าและเจ้าของที่ดินร่วมกันลงทุนระยะยาว ในรูปนิติบุคคลหรือในระบบพันธะสัญญาเพื่อลดความเสี่ยง โดยรัฐสนับสนุนด้านความรู้ การเงิน และขจัดอุปสรรคด้าน กฎระเบียบ เช่น กฎหมายเช่าที่ดินและบังคับคดี ซึ่งทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูง

4.ด้านการศึกษา รัฐบาล คสช. มีผลงาน อาทิ การตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งสร้างระบบสารสนเทศเพื่อระบุตัวตนเด็กยากไร้ และสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือไปแล้วราว 4 แสนคน การจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาขึ้นมาใน 6 พื้นที่ เพื่อใช้กลไกจังหวัดขับเคลื่อนการศึกษา ขยายผลนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ และเพิ่มอิสระให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ซึ่งเข้าร่วม รวมถึงการออก พ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 เพื่อสร้างหลักประกันให้เด็กเล็กได้รับการดูแลพัฒนาการอย่างเหมาะสม

แต่ยังมีปัญหา เช่น โครงการ ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม้รัฐบาลมีเป้าหมาย อยากให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง แต่ครูจำนวนมากไม่สามารถออกแบบกิจกรรม ที่เสริมการเรียนรู้ได้ นโยบายต่างๆ ยังเน้นการสั่งการจากส่วนกลาง (Top-Down) รวมถึงการเรียนในภาคอาชีวศึกษายัง ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้เทียบเท่า ภาคอุดมศึกษา และการย้ายสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปอยู่ใต้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้งที่ สอศ. ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแล

สิ่งที่ควรปรับปรุง เช่น เพิ่มทรัพยากร ให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง การศึกษา เพื่อให้ทำงานลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาได้มากขึ้น ทบทวนคำสั่ง ม.44 ที่สร้างผลกระทบกับแวดวงการศึกษา โดยผ่านการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านทุกภาคส่วน เป็นต้น และโดยเฉพาะ "ลดการประเมิน" ที่สร้างภาระให้กับครูอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาการประเมินหลายอย่างมีความซ้ำซ้อนกัน ทำให้ครูมีเวลาสอนน้อยลง

(โปรดติดตามต่อวันพรุ่งนี้)


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ