รัฐบาลใหม่หลัง'คสช.'อะไรที่'บิ๊กตู่'ควรสานต่อ(จบ)

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562 00:00:31 น.

เมื่อวานนี้ "แนวหน้า" นำเสนอ รายงาน "การประเมินผลงานของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา" จัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่าด้วย การประเมินผลงานรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในยุครัฐบาลทหารคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอด 5 ปี ที่ผ่านมา และสิ่งใดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งขณะนี้กลายเป็นนายกฯ ในรัฐบาลจากการเลือกตั้งควรปรับปรุงหรือสานต่อไปแล้ว 4 ด้าน และวันนี้จะเป็นด้านที่เหลือทั้งหมด ดังนี้

5.ด้านการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและการกำกับดูแล รัฐบาล คสช. มีผลงาน เช่น การแยกการกำกับดูแลออกจากการประกอบกิจการในสาขาขนส่ง ทั้งการจัดตั้งสำนักงานการบิน พลเรือนแห่งประเทศไทย ขึ้นเป็น หน่วยงานกำกับดูแลการขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแก้ปัญหาธงแดง ICAO รวมถึงการโอนอำนาจในการออกใบอนุญาตเดินรถเมล์ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจาก ขสมก. มายังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็น ก้าวแรกในการสร้างการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

แต่สิ่งที่ต้องทำต่อหรือปรับปรุง เช่น การก่อตั้งกรมการขนส่งทางรางเพื่อดูแลการขนส่งระบบทางทั้งหมด ที่ดำเนินการไปแล้วแต่ยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องรองรับ การกำหนดให้ รัฐวิสาหกิจทุกแห่งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในระดับเดียวกันกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย ปรับปรุงกระบวนการคัดเลือก คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ให้มีความโปร่งใส และได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เป็นต้น

6.ด้านการคมนาคม รัฐบาล คสช. มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างมาก เช่น รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 5 เส้นทาง ปรับปรุงระบบรถไฟเชื่อมข้ามจังหวัดจากทางเดี่ยวเป็นทางคู่ นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดอายุรถตู้โดยสารไว้ที่ 10 ปี และกำหนดให้ติดตั้งระบบ GPS ควบคุมความเร็วเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุง เช่น รถไฟความเร็วสูงที่มีหลายระบบ จะทำอย่างไรให้ใช้งานร่วมกันได้เพื่อลดต้นทุนการซ่อมบำรุง

การให้เอกชนลงทุนก่อสร้าง รถไฟฟ้าในเมืองแม้จะลดภาระของรัฐ แต่ผลกระทบคือค่าโดยสารสูงมาก ไม่จูงใจให้คนใช้บริการ ซึ่งต้องดูเรื่องสัญญาสัมปทานเพื่อแก้ไขปัญหานี้ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้แอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสาร (เช่น Grab หรือ Uber) ยังไม่ถูกกฎหมาย ประเด็นนี้ควรเปิดเสรี แต่ก็ต้องมี การปรับอัตราค่าโดยสารขั้นต่ำของ รถแท็กซี่ด้วย

7.ด้านการแก้ปัญหาทุจริต มีการเร่งรัดการออกใบอนุญาตโรงงาน (รง. 4) ซึ่งค้างมาตั้งแต่รัฐบาล ก่อนหน้า การออก พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ที่แม้จะมีปัญหาจากกรณีหน่วยราชการจำนวนมากประกาศขยายเวลาที่ใช้ใน การพิจารณาอนุญาต เนื่องจากเกรงว่า จะไม่สามารถทำได้ตามกำหนด แต่ ก็นำไปสู่โครงการใหญ่ 2 เรื่องคือ การปรับปรุงการออกใบอนุญาตของหน่วยราชการ ซึ่งถูกใช้ในการจัดทำดัชนีความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ของธนาคารโลก (World Bank)

กับการสังคายนากฎหมาย (Regulatory Guillotine) ซึ่งเสนอให้

ยกเลิกการขออนุญาตจากทางราชการที่ไม่จำเป็นได้จำนวน 480 เรื่อง จาก 1,000 เรื่องที่ทบทวน โดยหากทำได้สำเร็จ คาดว่าจะช่วยให้ประเทศไทยลดต้นทุนของภาคเอกชนลงได้ 2.1 หมื่นล้านบาทต่อปี การออก พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งด้านหนึ่งทำให้ความคล่องตัวของหน่วยงานรัฐต่างๆ ลดลงไปมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ช่วยเพิ่มความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดการทุจริตได้

โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ซึ่งผลักดันโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยถูกบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ และถูกนำไปใช้กับโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ประมูลและทำสัญญาแล้ว 47 โครงการ มูลค่า 2.16 แสนล้านบาท โดยประมูลได้ในราคาที่ต่ำกว่างบประมาณถึง 7 หมื่นล้านบาท ลดลงร้อยละ 33 และโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST) ถูกนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ 108 โครงการ รวมมูลค่าสัญญา 5 หมื่นล้านบาท โดยมีราคาประมูลได้ ต่ำกว่างบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ลดลงร้อยละ 22

ถึงกระนั้นรัฐบาล คสช. ก็ยัง มีปัญหาไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ก่อนหน้า กล่าวคือ "เมื่อคนใกล้ตัวมีข้อครหา เสียเอง" เช่น การที่ญาติของผู้นำ รัฐบาลเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ หลายแห่ง หรือกรณีนาฬิกายืมเพื่อน เมื่อถูกตั้งคำถามจากสังคมก็แสดง ท่าทีปิดกั้นการเปิดเผยข้อมูล นอกจากนี้ ยังถูกตั้งคำถามเรื่องการร่วมทุนกับเอกชน ที่สัญญาสัมปทานเน้นข้อเสนอ เชิงเทคนิคมาก เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจสูง กลุ่มทุนรายเดิมจึงยังค่อนข้างได้เปรียบ

8.ด้านสวัสดิการสังคมและ การลดความเหลื่อมล้ำ ที่เห็นชัดที่สุด คือโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นการช่วยเหลือแบบเจาะจง มีผู้

ลงทะเบียนราว 14 ล้านคน แต่สิ่งที่ ต้องปรับปรุงคือคนที่ไม่จนได้บัตร ส่วนคนจนจริงกลับตกสำรวจ เช่นเดียวกับ การให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบเน้นที่กลุ่มครอบครัวยากจนก็มีปัญหาคนตกสำรวจ ทั้งนี้กรณีลงทุนในเด็กแรกเกิดและปฐมวัยนั้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงจึงควรใช้ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า

ขณะที่กฎหมายภาษีที่ดินและภาษีมรดกแม้จะออกมาในรัฐบาล คสช. แต่มีส่วนลดหย่อนมากจนแทบไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง หรือท่าทีของรัฐบาล คสช. ที่มีลักษณะเน้นไปในทางรวมศูนย์อำนาจมากกว่าจะส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการดูแลประชาชนได้มากขึ้น และที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือการรับมือความ เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive Technology) เพราะแรงงานไทยถึงร้อยละ 40 มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และ มีการศึกษาไม่เกินมัธยมต้น คนเหล่านี้ เป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่รับไม้ต่อจากรัฐบาล คสช. ต้องให้ความสำคัญ

9.ด้านแรงงาน รัฐบาล คสช. สามารถจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ได้สำเร็จ โดยเฉพาะแรงงาน 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว กัมพูชา) ถูกนำเข้าสู่ระบบได้เกือบทั้งหมด รวมถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงที่ถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้าข่ายการใช้แรงงานบังคับ (แรงงานทาส) และการค้ามนุษย์ แต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือออกแบบกลไกคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีจำนวนถึง 21.4 ล้านคน ทั้งในด้านอัตราค่าจ้าง สวัสดิการและชั่วโมงทำงาน

10.ด้านการรักษาพยาบาล รัฐบาล คสช. มีการปรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินวิกฤติ (UCEP) การปรับการบริหารในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

เพื่อแก้ไขปัญหาในรายละเอียด รวมทั้ง ขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมยา ราคาแพงบางตัว แต่ในภาพรวม รัฐบาล คสช. ยังมีปัญหาด้านนโยบายการรักษาพยาบาลอยู่มากพอสมควร ซึ่งมีผลมาจากหลายปัจจัย

อาทิ การที่สังคมไทยยังไม่มีฉันทามติในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นำไปสู่แนวคิดที่เรียกร้องว่า ใครที่มีกำลังจ่ายได้ก็ควรร่วมจ่าย งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจึงอยู่ใน ระดับต่ำในขณะที่มีผู้มารับบริการมากขึ้น ทำให้การพัฒนาคุณภาพทำได้จำกัด หรือการที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสถานพยาบาลของ เอกชน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ ผู้ป่วยจากประเทศที่มีรายได้สูง (Medical Tourist) เข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นจำนวนมากในสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยยังมีผลดึงราคาค่ารักษาพยาบาลของประเทศในภาพรวมให้ สูงขึ้นด้วย

สำหรับข้อเสนอที่รัฐบาลใหม่ควรทำ เช่น ส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านระบบสาธารณสุข เนื่องจากการขาดฉันทามติในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ และระบบสาธารณสุขใน ปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมาก การแก้ไข ปัญหาต่างๆ จึงต้องมีพื้นฐานความรู้ เชิงระบบ ข้อมูลทางวิชาการและ ประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติ จึงจะ สามารถนำไปสู่การสร้างฉันทามติได้ และทำให้การปฏิรูปไม่สร้างให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน

รวมถึงศึกษาผลกระทบของ Medical Tourism อย่างรอบด้าน เพราะแม้จะสร้างรายได้เข้าประเทศ  แต่ก็มีผลกระทบต่อส่วนอื่น เช่น ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน สุขภาพ และค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญในภาพรวม และสุดท้ายหากต้องมีระบบร่วมจ่ายจริงๆ การมีราคามาตรฐานก็จะมีความจำเป็น

มากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข

และ 11.ด้านการจัดระบบทรัพยากรธรรมชาติและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม รัฐบาล คสช. ประสบความสำเร็จในการออก พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จากเดิมที่เคยล้มเหลวมาหลายครั้งในอดีต สามารถแก้ไขความขัดแย้งในการจัดการน้ำระหว่างหน่วยงานราชการต่างๆ โดยการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นใน

สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทำหน้าที่ในการจัดทำฐานข้อมูล และให้อำนาจ การบริหารจัดการน้ำในภาวะฉุกเฉินอยู่ในมือนายกรัฐมนตรี และสามารถ บูรณาการนโยบายและมาตรการของ หน่วยงานที่จัดการน้ำกว่า 40 หน่วยงาน

การมอบสิทธิทำกินในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาประชาชนที่เข้า อาศัยในพื้นที่ป่ามาเป็นระยะเวลานาน โดยที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นของรัฐ ไม่สามารถเปลี่ยนมือหรือขายได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังยุติการแจกเอกสารสิทธิให้เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินเป็นรายบุคคล แต่ดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้แบบแปลงรวมแทน รวมถึงการแก้ไขกฎหมายไม้หวงห้าม มาตรา 7 ใน พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และไม้ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 106/2557 อีก 15 ชนิด รวม 17 ชนิด ไม่เป็นไม้หวงห้ามต่อไปหากปลูกในพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง

สิ่งที่รัฐบาลควรปรับปรุงหรือสานต่อ เช่น พัฒนาภาษีการพัฒนาพื้นที่ (Land Betterment Tax) แทนการเก็บภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจเฉพาะจากการซื้อขายที่ดิน เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมี ประสิทธิภาพและเป็นธรรม บนพื้นฐาน ของการประเมินมูลค่าที่ดินและ การกำหนดมูลค่าขั้นต่ำที่เหมาะสมของสิ่งปลูกสร้าง ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ

ปรับภาษีประจำปีของรถยนต์ให้สะท้อนการปล่อยมลพิษ และปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้สะท้อนปริมาณมลพิษของน้ำมันแต่ละประเภท ตลอดจนยกระดับมาตรฐานน้ำมันจาก Euro 4 เป็น Euro 5 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จากภาคขนส่ง และศึกษาแนวทางแก้ไข ปัญหาหมอกควันจากภาคเกษตร นำระบบ ค่าธรรมเนียมการใช้ถุงพลาสติกมาใช้ รวมถึงค่าเก็บขยะที่คิดตามปริมาณขยะ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน และการส่งเสริมให้นำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล เป็นต้น

หมายเหตุ : สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://tdri.or.th/2019/07/report-5yearsprayut-cabinet/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง