'มูดี้ส์'ชี้ศก.ไทยปึ้ก! ปรับเรตติ้ง'เชิงบวก'/ห่วงการเมืองฉุด

ข่าวเศรษฐกิจ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทย โดย บริษัทมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส(Moody's Investors Service -Moody's) ว่า Moody's ได้ปรับมุมมอง ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ "มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)" เป็น "เชิงบวก (Positive Outlook)" และคงอันดับความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทย (Credit Rating) ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่ง Moody's ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทยเกิดจากการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึง การลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) วงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. การดำเนินงานนโยบายทาง การคลังและการเงินของรัฐบาลที่มีความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ส่งผลให้หนี้รัฐบาลและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และระบบการเงินมีเสถียรภาพ โดย Moody's ประมาณการอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0-3.5 ในปี 2562-2563 ซึ่งสอดคล้องกับค่ากลางอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ กลุ่ม A และ Baa ใน 2-3 ปีข้างหน้า

3. ความแข็งแกร่งทางการเงินภาคต่างประเทศ (External Finance) และภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) เป็นผลจากการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่มีประสิทธิภาพ โดย Moody's ประมาณการสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 35-40 ในปี 2562-2563 ซึ่งการมีหนี้รัฐบาลในระดับต่ำนั้นจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงรองรับวิกฤติเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด

4. Moody's ให้ความเห็นว่า การ ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะจะส่งผลต่อความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้บรรจุแผนการลงทุนด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และแผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้ว

5. Moody's คาดว่า ความเข้มแข็ง ทางการเงินภาคต่างประเทศจะช่วยปรับสมดุลจากการไหลเข้าออกของเงินทุน โดย Moody's ประมาณการว่าสัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ของไทยจะเกินดุลอยู่ที่ร้อยละ 3-5 ในปี 2562-2563 แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ในระดับ ต่ำกว่าในปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุปสงค์ ในตลาดโลกชะลอตัวลงและมีการเบิกจ่ายตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีการ นำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนดังกล่าวยังคงอยู่สูงกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม A และ Baa ในขณะที่การเกินดุลต่างประเทศมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 215,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 40 ต่อ GDP ณ เดือนมิถุนายน 2562

6. ทั้งนี้ Moody's จะติดตาม สถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบ ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาทักษะแรงงานและปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของ Moody's ในอนาคต


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ