'อีสาน'กับการขุด'น้ำบาดาล'จัดการไม่ดี..ระวังเสี่ยง'ดินเค็ม'

ข่าวทั่วไป 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"โครงการแนวโน้มผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการใช้ที่ดินต่อศักยภาพการพัฒนาน้ำบาดาลในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง" ซึ่งสนับสนุนโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) หรือชื่อเดิม คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย (สกว.) ดำเนินการศึกษาพื้นที่ ลุ่มน้ำห้วยหลวง อันเป็นพื้นที่ปลูกข้าว ที่สำคัญของ จ.อุดรธานี

โครงการนี้ดำเนินการควบคู่ไปกับการศึกษาแนวโน้มการแพร่กระจายดินเค็มในอนาคต 10-30 ปี ข้างหน้า ลุ่มน้ำห้วยหลวงเป็นลุ่มน้ำ ที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งภูมิภาค ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3,900 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) อยู่ในเขต จ.อุดรธานี หนองบัวลำภู และหนองคาย พื้นที่ประกอบด้วย ภูเขาพื้นที่ลูกคลื่นลอน และที่ราบลุ่ม มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 160-200 เมตร

"พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวงรองรับด้วยกลุ่มหินโคราช ที่มีหน่วยหินมหาสารคามรองรับอยู่ ซึ่งเป็นชั้นหินที่มีเกลือหินแทรกตัวอยู่ พื้นที่ บางแห่งจึงพบน้ำบาดาลเค็ม โดยเฉพาะ บริเวณที่มีชั้นเกลือหินแทรกตัว ในระดับตื้นๆ ทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำ ห้วยหลวง มีข้อจำกัดในการพัฒนาน้ำบาดาลมาใช้ประโยชน์ หากมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศหรือมีการพัฒนาใช้น้ำบาดาลจนเกิน สมดุล หรือเกินศักยภาพของแหล่งน้ำ บาดาลอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการรุกตัว หรือกระจายตัวของน้ำบาดาลเค็ม ในอนาคต"

หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องนี้ โพยม สราภิรมย์ ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การทำวิจัยที่ลุ่มน้ำ ห้วยหลวง มี 2 ประเด็นที่สนใจ คือ 1.ปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ และ 2.ประเด็นการกระจายตัวของน้ำเค็มในอนาคตภายใต้การเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนปลาย บริเวณที่บรรจบ กับลุ่มน้ำโขงฝนมาก แต่ตอนที่ลึกเข้ามา ในแผ่นดินไปทาง จ.อุดรธานี และหนองบัวลำภู จะค่อนข้างแห้งแล้ง

ทั้งนี้ข้อเท็จจริงคือ "ในภาคอีสาน ถ้าใช้น้ำบาดาลเยอะปัญหาแรกที่จะเจอคือน้ำเค็มเข้า ต่างจากกรุงเทพฯ ถ้าใช้น้ำบาดาลมากดินจะทรุดก่อนแล้วน้ำเค็มค่อยเข้า" ที่เป็นเช่นนั้น เพราะกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนเดินเหนียวอ่อน

เมื่อสูบน้ำจากดินจะเป็นน้ำบาดาล ในตะกอน พร้อมจะยุบตัวถ้าเกิดความดัน ใต้ดินลดลง แต่ภาคอีสานเป็น น้ำบาดาลในหิน การสูบน้ำในหินไม่ได้ทำให้เกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน แต่

เกลือที่อยู่ใต้หินที่เราใช้น้ำ มันมีความเค็ม พร้อมที่จะกระจายความเค็มหรือค่าคลอไรด์เข้ามาในบ่อบาดาล แล้วจะ ใช้ไม่ได้

โพยมยกตัวอย่างข้อสังเกตหนึ่ง "จะเห็นว่าบ่อบาดาลในภาคอีสาน เป็นบ่อทิ้งร้างจำนวนมาก เจาะกันใช้ปีเดียว พอปีหน้าน้ำเค็มเข้าก็ใช้ไม่ได้ ต้องหาที่เจาะใหม่ไปเรื่อยๆ" แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ "ยังไม่รู้ว่าปริมาณการใช้น้ำบาดาลที่แท้จริงเป็นเท่าใด เพราะ มีบ่อที่ไม่ได้อยู่ในระบบทะเบียนอยู่ ไม่น้อย" เช่น อยู่ในป่าอ้อย ในบ้าน ในวัด ในโรงเรียน ฯลฯ ที่ไม่มีข้อมูล

การขุดเจาะ อาทิ เจาะลึกเท่าไร และสูบน้ำขึ้นมาใช้เท่าไร "ในแอ่งแถว อีสานมีที่รู้ประมาณเพียงกว่าร้อยละ 10 แต่อีกกว่าร้อยละ 80 ยังไม่รู้" คำถามคือจะรวบรวมข้อมูลบ่อเหล่านี้

อย่างไรแล้วจะบริหารจัดการอย่างไร

"บริเวณที่พบว่ามีน้ำเค็มมาก คือบริเวณที่มีเกลือใกล้ผิวดิน เพราะฉะนั้นนอกจากความลึก ความหนาของเกลือเหล่านี้ ระบบการไหลของ

น้ำบาดาลก็คือส่วนสำคัญ เพราะน้ำบาดาลไหลพาเกลือไป เมื่อเกิด การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ฝนตกน้อยหรือมาก การไหลพาเกลือไปจึงมีการเปลี่ยนแปลงด้วย ขณะเดียวกันถ้าปีไหนแล้งติดต่อ กันนาน เรายิ่งใช้น้ำบาดาลมาก ทำให้ต้นทุนของน้ำบาดาลยิ่งน้อยลง น้ำเค็มก็จะยิ่งขึ้นมา นี่เป็นปัญหาใหญ่ ในช่วงหน้าแล้ง ยิ่งแล้งติดต่อกันหลายๆ ปี ยิ่งมีผลกระทบมาก"

ผอ.สถาบันวิจัยทรัพยากร น้ำใต้ดิน ม.ขอนแก่น อธิบายเพิ่มเติม ว่า จากการศึกษาชั้นดินชั้นหิน ทางธรณีวิทยาและการประเมิน ปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้ได้อย่างยั่งยืน (Sustainable yield) โดยใช้แบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์ ทำให้ทราบว่า บริเวณไหนเกลืออยู่ตื้น-ลึกขนาดไหน น้ำบาดาลตรงไหนเค็มมาก เค็มน้อย ถ้าต้องการจะพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ควรจะไปใช้ตรงไหนและใช้ได้เท่าไรในสภาวะไหน ถ้ามีฝนปริมาณนี้ใช้น้ำได้ประมาณไหน

โดยใช้สภาพภูมิอากาศในอนาคตมาจำลองว่าน้ำในอนาคตจะไหลลงไปใต้ดินเท่าไร และจะไหลพาเอา ความเค็มไปทางไหน โดยใช้สัญลักษณ์สีเป็นตัวกำกับความเค็ม แบ่งเป็น

3 ระดับ "สีฟ้า" คือน้ำจืด "สีเขียว" คือน้ำกร่อย และ "สีแดง" คือน้ำเค็ม พบว่า "ในปี 2580-2590 พื้นที่ ตรงที่ไม่เคยแดงก็จะแดง โดยเฉพาะแถว อ.กุดจับ จ.อุดรธานี หรือก็คือระดับความเค็มจะมากขึ้น" นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิด น้ำขัง-ดินเค็ม ในพื้นที่ จ.อุดรธานี ได้แก่ ต.เชียงยืน ต.ปะโค ต.กุดสระ

และในปี 2570 วิกฤติ ดังกล่าวจะขยายตัวลามไปยังพื้นที่ ต.สามพร้าว และ ต.นาข่า ดังนั้น การพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้พื้นที่ ต้องมีการเฝ้าระวังระดับน้ำบาดาลและความเค็มของน้ำบาดาล ต้องมีการวางแผนไม่ให้เกิดการใช้น้ำบาดาลเกินศักยภาพตามปริมาณการใช้ตามสภาพภูมิอากาศและการใช้ดินที่เปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันการแทรกตัวของน้ำบาดาลเค็ม เข้ามาในบ่อบาดาลที่มีอยู่แล้ว

โพยมฝากทิ้งท้ายว่า แม้น้ำบาดาลจะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรมผลิตน้ำแร่สารพัดยี่ห้อ กระทั่งประปาหมู่บ้านล้วนแล้วแต่อาศัยแหล่งน้ำจากใต้ดินทั้งสิ้น แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีการนำเรื่องน้ำบาดาลมาอยู่ในแผนที่เดียวกับแหล่งน้ำผิวดินเวลา บริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการ น้ำนั้นต้องทำทั้งน้ำบนดินและน้ำบาดาล

ที่ผ่านมาการวางแผนน้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแผนการจัดการ น้ำผิวดิน ทั้งที่มีพื้นที่พึ่งพาการใช้น้ำ บาดาลเป็นหลักจำนวนมาก!!!

สำนักงานคณะกรรมการ

ส่งเสริมวิทยาศาสตร์

วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

บรรยายใต้ภาพ

โพยม สราภิรมย์


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ