'สงครามการค้า-เศรษฐกิจโลก'ประเทศไทยไปทางไหนถึงอยู่รอด

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2562 00:00:57 น.

เมื่อปลายเดือนก.ค. 2562 ที่ผ่านมา มีการจัดงานเสวนา "ทางเลือก- ทางรอดของไทยในสงครามการค้า" ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยความร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อ การพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อให้ความรู้ถึงสถานการณ์สงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงแนวทางการปรับตัวและพัฒนาด้านเศรษฐกิจของไทย

อาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยเตือนเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอการเติบโตลง ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป เช่น จะเห็นว่านักลงทุนจีนมีการปรับเปลี่ยนวิธีการค้าขายหรือแม้แต่การย้ายฐานการผลิต และแม้จะเห็นสัญญาณเชิงบวกบ้างจากการเจรจาของมหาอำนาจทั้งสอง แต่ก็อาจตกลงกันได้ในบางเรื่องและไม่ได้ ในบางเรื่อง สงครามการค้าจึงมีทีท่าว่าจะยืดเยื้อยาวนาน

"แม้ว่าสหรัฐจะมีการ เลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า (2563) ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ (โดนัลด์ ทรัมป์-Donald Trump) จะได้รับเลือกตั้ง อีกครั้งหรือไม่ ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐก็อาจจะอยู่ต่อไป อันนี้ก็ค่อนข้างจะเป็น แนวโน้มที่เราเห็นในระยะยาว ทีนี้หลายๆ ประเทศเขาก็มีแนวทางในการปรับตัวด้วยกันทั้งนั้น แนวทางหนึ่งคือเรื่องของการที่เราต้องมาดูว่าความตกลงทางการค้าต่างๆ มันจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นทางออกได้หรือไม่ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย-กระจายความเสี่ยง" เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอาจารี ยกตัวอย่าง "ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA)" เนื่องด้วยญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นนักลงทุน และคู่ค้ารายสำคัญลำดับต้นๆ ของไทย อีกทั้งไทยกับญี่ปุ่นยังเป็นชาติที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมายาวนาน จึงน่าพิจารณาว่าความตกลงนี้จะยกระดับขึ้นได้อีกหรือไม่เพื่อเป็นทางเลือก ทั้งนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่งออกสินค้าของไทยไปยังญี่ปุ่นใช้สิทธิตามความตกลง JTEPA สูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ราวร้อยละ 88 มากกว่าช่วงแรกๆ ที่มีความตกลงดังกล่าวซึ่งมีผู้ใช้สิทธิ์อยู่ที่ร้อยละ 64

รัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก กล่าวว่า เหตุที่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายชาติที่มีการ ใช้มาตรการภาษีเพื่อกีดกันทางการค้าเกิดขึ้นได้ และยังคงดำรงอยู่ เพราะขณะนี้ "ผู้คุมกฎ" ดูแลการค้าระหว่างประเทศให้ราบรื่นอย่าง องค์การการค้าโลก (WTO) ไม่สามารถทำงานระงับ ข้อพิพาทได้

ซึ่งโดยปกติแล้วประเทศที่เข้าร่วมกับ WTO ต้องยอมรับเงื่อนไข เช่น ไม่เก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงกว่าที่กำหนด รวมถึงไม่ใช้กลไกอื่นๆ อาทิ การกำหนดมาตรฐานไว้สูงเกินสมควร เนื่องด้วยอาจเข้าข่ายการกีดกันทางการค้า "ชาติที่มองว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนกับ WTO ได้ โดยทาง WTO จะมีองค์คณะที่ทำหน้าที่เหมือนศาลในการพิจารณา" แบ่งเป็นศาลชั้นต้นกับศาลสูง สำหรับองค์คณะของศาลสูง WTO นั้นจะมีทั้งหมด 7 คน แต่วันนี้เหลือเพียง 3 คน และยังไม่มีการสรรหาใหม่มาแทนในจำนวนที่ขาด

"ในเดือนธันวาคมปีนี้ (2562) องค์คณะของศาลสูง WTO จะเหลือเพียงคนเดียว ก็หมายความว่าศาลสูง WTO จะไม่มีอีกต่อไป ทำให้เกิดความลักลั่นขึ้นว่าคดีความที่เข้าสู่ WTO ที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้วถ้ามีการอุทธรณ์มันจะเป็นอย่างไร มันจะไม่สิ้นสุด ประเทศที่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องลดภาษีหรือยกเลิกมาตรการ สิ่งที่เป็น ข้อกังวลคือประเทศต่างๆ ก็เริ่มที่จะใช้มาตรการแบบเดียวกันบ้างเพื่อตอบโต้ทางการค้า" อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทย ประจำ WTO ระบุ

รัชวิชญ์อธิบายเพิ่มเติมว่า "รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของ ปธน.ทรัมป์ กำลังพยายามเขียนกฎ-กติกาการค้าโลกเสียใหม่ ในลักษณะ "ตัดแขน-ขา WTO" อันเป็นเสาหลักของระบบการค้าระหว่างประเทศ" เช่น การคัดค้านการสรรหาผู้ทำหน้าที่องค์คณะตุลาการของศาลสูง WTO มาแทนคนที่หมดวาระไป ซึ่งตราบใดองค์คณะ ยังมีไม่ครบก็ไม่สามารถทำหน้าที่ตัดสินข้อร้องเรียน

ต่างๆ ที่ค้างอยู่ได้ มาตรการกีดกันทางการค้าก็จะยัง สามารถทำได้ต่อไป

เมื่อถามต่อไปว่า "ในเมื่อเวลานี้กำลังเกิดภาวะ "สุญญากาศ" ในแวดวงการค้าระหว่างประเทศ แล้วประเทศไทยจะสามารถใช้มาตรการขึ้นภาษีหรือตั้งมาตรฐานสินค้านำเข้าไว้สูงมากๆ ได้บ้างหรือไม่" อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มากนัก หากเทียบกับเศรษฐกิจโลก อีกทั้งการกระทำของสหรัฐอเมริกานั้นชาติอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้เห็นด้วย เพียงแต่ด้วยความที่เป็นพันธมิตรกันทางการเมืองจึงออกตัวค้านแรงๆ ไม่ได้เท่านั้น

มุมมองจากภาคเอกชน กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า "เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกร้อยละ 65-70 เพราะประเทศไทยไม่ใช่จีนหรืออินเดียที่มีประชากรหลักพันล้านคน ทั้ง 2 ประเทศนี้ ไม่ต้องเน้นส่งออกก็ได้เพราะลำพังตลาดในประเทศก็เพียงพอ" ซึ่งที่ผ่านมาไทยก็พัฒนาไปในทางเป็นแหล่งผลิตสินค้าให้กับทั่วโลก เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ยังพบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) เป็นตลาดสำคัญของไทย

"Home Market หรือตลาดที่มีชายแดนติดต่อกัน เราอยากจะบอกว่าคือตลาดของประเทศไทยที่เราจะต้องรักษาเอาไว้ ไม่ใช่ให้ประเทศจีนหรือประเทศอื่นๆ มาชิงสัดส่วนการส่งออกของตลาดนี้เราอยู่ที่ 10-12% ซึ่งอาจ

จะได้มากกว่านั้น เขามีความนิยมในสินค้าไทยมาก เป็นความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย เรากลัวมากเมื่อจีนส่งสินค้าเข้าสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ เกิดทุ่มมาตลาดนี้เราจะทำอย่างไร"กัณญภัค กล่าว

ขณะที่ กลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้ประกอบการไทย เกี่ยวกับสงครามการค้า พบทั้ง "ทางบวก" อยู่ที่ ธุรกิจสิ่งทอและธุรกิจอาหาร แต่ก่อนผู้ประกอบการจีน คือคู่แข่งสำคัญแต่สงครามการค้าทำให้ผู้ต้องการสินค้าย้ายมาสั่งกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้นเพื่อหนีการตั้งกำแพงภาษีที่สูง เช่นเดียวกับนักลงทุนจีนที่ย้ายมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งการลงทุนนี้ เช่น การผลิตยางรถยนต์ หากใช้แรงงานไทย ใช้ยางพาราของไทย เมื่อส่งออกไปย่อมนับเป็นสินค้าไทยจึงไม่น่าจะถูกกีดกัน

"ทางลบคือธุรกิจจีนค่อนข้างไวในเรื่องการสวมสิทธิ์ (CO) เป็นเรื่องที่ต้องดูให้ดี ออก CO ปลอมแล้วก็บอกว่ามาจากเมืองไทย ต้องมีการตรวจสอบว่ามีโรงงานจริงไหม วิธีการจีนอีกเรื่องหนึ่งคือเข้ามาสร้างอำนาจเหนือตลาด ยกตัวอย่างผลไม้บ้านเรา มาถึงแล้วก็ตั้งล้งแถวระยอง-จันทบุรี ตั้งราคาสูงๆ เข้าว่า ล้งคนไทยสู้ราคาไม่ได้ก็เจ๊งไป เขาก็มีอำนาจต่อรอง ก็เอาราคาถูกที่สุด อันนี้เป็นเรื่องปกติที่นักธุรกิจจีนเขาทำ ฉะนั้นเป็นเรื่องสำคัญว่าอนาคตถ้าจีนเกิดขายเข้าไปในอเมริกาไม่ได้แล้วจะมา Dump (ทุ่มตลาด) แถวอาเซียนหรือไทยหรือเปล่า" กลินท์ กล่าว

ปธ.สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังเสนอแนะด้วยว่า "ภาครัฐต้องเร่งแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง" เช่น ในขณะที่ประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางอาเซียน แต่กลับยังมีกฎที่ให้ชาวต่างชาติ ต้องเดินทางมารายงานตัวทุกๆ 90 วัน และแม้จะบอกว่าให้รายงานผ่านอินเตอร์เนต ได้แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง หรือบริการสื่อกลางให้เจ้าของบ้าน- ห้องพัก นำมาปล่อยให้คนเช่าพักรายวัน ที่รู้จักกันดีในต่างประเทศอย่าง Airbnb นั้นก็ยังขัดต่อกฎหมายว่าด้วยโรงแรมของไทย ทั้งที่ไทยต้องการพัฒนาเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว

อีกด้านหนึ่ง กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ตั้งข้อสังเกตว่า การเจรจาความตกลงทางการค้าหลายกรณีและกับหลายชาติสุ่มเสี่ยงที่คนเล็ก คนน้อยจะได้รับผลกระทบ เช่น การ ปล่อยให้นำเข้าขยะที่ไม่สามารถนำกลับมา ใช้ใหม่จากต่างประเทศมายังไทย การยอมรับพันธะด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจทำให้การเข้าถึงยารักษาโรคเป็นไปได้ยากด้วยราคาที่แพงขึ้น หรือการที่เกษตรกรอาจทำไม่ได้แม้แต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเอง เป็นต้น หากภาครัฐ เร่งให้ความเห็นชอบโดยไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ

"อย่างตอนที่ทำวิจัย FTA ออสเตรเลีย สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ (ชินวัตร) ให้อาจารย์ณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นทีมที่ดูผลกระทบจะเป็นอะไรบ้าง อาจารย์ณรงค์ชัยใช้คำว่า "ผลได้กระจุก ผลเสียกระจาย" แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ บอกว่าต้องรีบเจรจาไม่เช่นนั้นจะแพ้ประเทศอื่นจะยิ่งเสียหายมากกว่านี้ ตอน TPP (ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) พอเข้าใจได้ว่าไทยไม่มี FTA กับสหรัฐอเมริกา ส่วนที่เราได้จะอยู่ตรงนั้น

แต่พอสหรัฐอเมริกาออกไปจะเอาเหตุผลไหนที่จะเข้า เพราะที่เหลือมันมี FTA เกือบหมดแล้วเพียงแต่ได้ใช้จริงหรือเปล่า ได้ทำจริงๆ หรือเปล่า หรือที่เจรจามาไม่ได้มีประโยชน์จริงๆ แต่เจรจาเหมือนกับให้ได้แต้มเท่านั้น กับอีกวิธีหนึ่ง คือพอเป็น CPTPP แล้วสหรัฐเข้ามา ข้อที่ยกเว้นไว้ ที่บอกว่าจะได้รับผลกระทบมากๆ เรื่องยา เรื่องพันธุ์พืช เรื่องการคุ้มครองการลงทุน ของเอกชนที่ทำให้เราเสียค่าโง่ไปมากมาย เหล่านี้ มันจะกลับมาทั้งหมด" กรรณิการ์ ยกตัวอย่างรอง ปธ. FTA Watch กล่าวสรุปว่า "การเจรจาแบบนี้ไม่สามารถให้รัฐบาลเผด็จการทำได้" ต้องมีการมีส่วนร่วมอย่างมาก "ภาคธุรกิจนั้นเสียงดังกว่าเข้าพบกับรัฐบาลได้ตลอดเวลา แต่ภาคประชาชนแค่ชุมนุมยังทำไม่ได้" หรือหากภาคประชาชนทำหนังสือยื่นถึงภาครัฐจะไปอยู่ ตรงไหนก็ไม่รู้ จึงควรให้นักวิชาการได้เข้ามาทำวิจัยผลกระทบของข้อตกลงการเจรจาการค้าต่างๆ  อย่างเต็มที่

เพื่อให้ได้รู้ถึง "ผลได้-ผลเสีย" อย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร!!!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง