คอลัมน์ชายคาพระพิรุณ

ข่าวทั่วไป 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ขุนเกษตรา ขณะนี้ภัยแล้งกำลังสร้างความเดือดร้อนในหลาย พื้นที่ ทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยฯ มีความเป็นห่วงเกษตรกร ลงพื้นที่ด้วยตัวเองพร้อมสั่งการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ วางมาตรการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจในจังหวัดต่างๆ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่เพื่อรายงานให้กรมทราบทุกวันอังคาร และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ให้บริการเกษตรกรในการปรับปรุง/ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยเฉพาะพืชสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ให้เร่งดำเนินการสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงพื้นที่ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยพื้นที่ที่เสียหายสิ้นเชิงจะได้รับการ ช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

หลังจากที่สหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองให้กับประเทศไทย ทำให้เรือประมงขนาดใหญ่ของไทยที่ปฏิบัติตามระเบียบถูกต้องตามกฎหมาย สามารถออกทำการประมงนอกน่านน้ำได้ โดยเรือ "มณีเงิน 5" ถือเป็นเรือลำแรกที่ออกทำการประมงนอกน่านน้ำ จากจำนวนที่ขอไว้ทั้งสิ้น 3 ลำ และอีก 12 ลำ อยู่ระหว่างการตรวจสอบครั้งสุดท้ายและจะสามารถทำการประมงได้ในเร็วๆ นี้ โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เรือมณีเงิน 5 ได้เดินทางกลับเข้าฝั่งและแจ้งกลับเข้าเทียบท่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นที่เรียบร้อย หลังจากได้ออกทำการประมงนอกน่านน้ำไทยตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ทันทีที่เรือกลับเข้าฝั่งเทียบท่าตามระเบียบ นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดตรัง เยี่ยมชมผลการออกทำประมงนอกน่านน้ำของ "เรือมณีเงิน 5" โดยกรมประมงได้ประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเรือ มาร่วมตรวจสอบข้อมูลตามมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน และหลังจากที่ทุกหน่วยงานได้ตรวจสอบและเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ทางกองควบคุมการประมงนอกน่านน้ำและการขนถ่ายสัตว์น้ำ กรมประมง จะทำการปิดฝาระวางเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลจากระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชม. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบแล้วจึงจะอนุญาตให้นำสัตว์น้ำขึ้นท่าได้ โดยในระหว่างการออกทำประมงนอกน่านน้ำ กรมประมงได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมการเดินเรือและพฤติกรรมการทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประกอบด้วย ระบบระบุตำแหน่งเรือประมง (VMS) ระบบการรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Recording and Reporting System : ERS) ซึ่งเป็น ช่องทางในการรายงานผลการทำประมง และการขออนุญาตขนถ่ายสัตว์น้ำเพื่อป้องกันปัญหาการทำประมง IUU ในด้านของการขาดการรายงาน และระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic monitroing system : EM) โดยระบบ ดังกล่าวจะประกอบด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งบันทึกพฤติกรรมตั้งแต่เรือออกจากท่า จนกระทั่งกลับเข้าท่าและยังได้มีการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์บนกว้านที่ใช้ทำการประมงและฝาระวางเก็บสัตว์น้ำ เมื่อมีกิจกรรมการทำประมง ระบบจะส่งสัญญาณการเริ่มและเลิกกิจกรรมเข้ามาในระบบเฝ้าระวังของกรมประมงโดยอัตโนมัติ อีกทั้งหากพบว่าเรือประมงมีพฤติกรรมต้องสงสัย กรมประมงสามารถร้องขอภาพเพื่อให้ระบบถ่ายภาพส่งเข้ามายังระบบเฝ้าระวังได้

นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งผู้สังเกตการณ์บนเรือ (Observer on Board) ร่วมออกเดินเรือทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงตลอดเวลา 100% ตั้งแต่ออกเดินทางจากไทยจนกระทั่งกลับไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ SIOFA สำหรับเรือประมงอวนลากที่จะต้องมีผู้สังเกตการณ์บนเรือตลอดเวลาที่ทำการประมง เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังเกตุการณ์พฤติการณ์การทำประมงของเรืองนอกน่านน้ำ รวมถึงประเด็นอื่นที่น่าสนใจ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในการทำการประมง เช่น จำนวนเรือของประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการถอดวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่เรือออกจากท่าจนกระทั่งเรือกลับเข้าท่า นำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการทำประมงอย่างละเอียดอีกครั้ง

รองอธิบดีกรมประมง ระบุอีกว่า การทำประมงในพื้นที่อยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ SIOFA จะทำการประเมินระดับการปฏิบัติตามของแต่ละภาคีสมาชิก โดยใช้ SIOFA Compliance Monitoring Scheme ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Compliance, Non-compliance และ Critically Non-Compliance ซึ่งประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรของ SIOFA ได้ครบถ้วนทุกข้อและตามกำหนดกรอบเวลา จึงจัดอยู่ในประเทศ Compliance ซึ่งมีเพียงประเทศไทยและฝรั่งเศสเท่านั้น ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมประมงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลของเรือประมงที่จะออกทำการประมงนอกน่านน้ำ ได้อย่างสอดคล้องกับระเบียบและมาตรฐานขององค์การระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการปฏิรูปและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำประมงนอกน่านน้ำ ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผลที่ให้เห็นชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ ขณะนี้เรือประมงนอกน่านน้ำของไทยสามารถออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้เห็นว่านานาประเทศมีความเชื่อมั่น ในการทำการประมงของเรือประมงไทยว่ามีระบบการบริหารจัดการการทำประมงนอกน่านน้ำที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีของเรือประมงไทย ที่จะได้มีโอกาสแสวงหาแหล่งทำการประมงใหม่ๆ นอกน่านน้ำ ไทย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ