'แล้ง-ท่วม'วิกฤติ'แม่น้ำโขง'เขื่อนสร้างพลังงาน..ชาวบ้านระทม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 7 สิงหาคม 2562 00:00:01 น.

เมื่อช่วงกลางเดือนก.ค. 2562 ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ "น้ำโขงแห้ง"ซึ่งหลายคนที่อยู่ในพื้นที่ถึงกับออกปาก "เกิดมาเป็นสิบๆ ปีไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน" แน่นอนว่าข้อสันนิษฐานหลักคงหนีไม่พ้น "สารพัดโครงการเขื่อน" ที่หลายชาติทำขึ้นทั้งในเขตประเทศตนเองและไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านโดยยกเหตุความจำเป็นด้านพลังงาน ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2562 มีการจัดเวทีอภิปราย "สถานการณ์ภัยแล้งลุ่มน้ำโขง : ผลกระทบและทางออก" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิกฤติแม่น้ำโขง ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า หากนับตั้งแต่เมื่อ 2 ทศวรรษก่อนที่มีเขื่อนแห่งแรกเกิดขึ้นในแม่น้ำโขง คือเขื่อนมันวาน (Manwan Dam) สิ่งที่เกิดขึ้นคือระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง ต่อมาในปี 2546 มีเขื่อนแห่งที่ 2 คือเขื่อน ต้าเฉาซาน (Dachaoshan Dam) ความผิดปกติของระดับน้ำที่ไม่ขึ้น-ลงตามฤดูกาลก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จากนั้นในปี 2551 มีเขื่อนแห่งที่ 3 คือ เขื่อนจิ่งหง (Jinghong Dam) และปีนั้นปริมาณ ฝนมาก ตอนบนของเขื่อนจึงระบายน้ำมาท่วมพื้นที่ท้ายเขื่อน

"เรามีการสำรวจความเสียหายก็ประมาณ 85 ล้านบาท 3 อำเภอ เชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น (จ.เชียงราย) ยังไม่รวมถึงทางภาคอีสานอย่าง จ.หนองคาย หรือทางฝั่งลาว ในปี 2553 มีเขื่อนตัวที่ 4 คือเขื่อนเสี่ยววาน (Xiaowan Dam) เป็นเขื่อนใหญ่ สันเขื่อน 290 กว่าเมตร ผลิตกระแสไฟฟ้า 4,200 เมกะวัตต์ เมื่อเขื่อนนี้เกิดขึ้น มีปรากฏการณ์ที่ผมเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็น คือแม่น้ำโขงแห้ง" นิวัฒน์ กล่าวปธ.กลุ่มรักษ์เชียงของ เล่าต่อไป ว่า ในเวลานั้นความเห็นของหลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่ "โลกร้อน" ซึ่งคนท้องถิ่น มองว่าเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น "เขื่อนเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤติแม่น้ำโขง เร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น" เหตุการณ์แม่น้ำโขงในปี 2553 ทำให้เรือท่องเที่ยวที่วิ่งเส้นทาง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ฝั่งไทย ไปเมืองหลวงพระบาง ฝั่ง สปป.ลาว

ต้องหยุดให้บริการ เวลานั้นเริ่มมีการศึกษาผลกระทบจากเขื่อน

เช่น การเปรียบเทียบกับ "แม่น้ำ สาละวิน" ซึ่งมีแหล่งกำเนิดเดียวกับแม่น้ำโขง ไหลจากจีนผ่านเมียนมาและไทย พบว่า "ในช่วง 7 วันที่แม่น้ำโขงแห้ง แม่น้ำสาละวินกลับมีปริมาณน้ำเป็นปกติ" และจนปัจจุบันที่มีเขื่อน ในแม่น้ำโขงแล้วถึง 10 แห่ง ระดับน้ำในแม่น้ำโขงก็ไม่ได้ขึ้น-ลงตามฤดูกาลอีกต่อไป ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ริมฝั่งโขงที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ และภาคประชาชนพยายามส่งเสียงเรียกร้อง ไปถึงจีนตลอดมา

"เหตุการณ์มันเกิดซ้ำซากแต่ไม่รุนแรง แต่สิ่งที่มันปรากฏชัดคือปีนี้ ผมเรียกว่าการผันผวนของระดับน้ำ ยกตัวอย่าง 10 ก.พ.-10 เม.ย. 2562 น้ำเหมือนหน้าฝน น้ำขึ้นแต่ใส ปกติแม่น้ำโขงน้ำขึ้นมันต้องขุ่นเพราะ ตะกอนดินมันถูกชำระขึ้นมา แต่หน้าแล้งน้ำยกระดับขึ้นและใส นี่คือน้ำมาจากเขื่อน เราเห็นชัดเจนว่าอันนี้คือปัญหา แล้วการผันผวนมันหนักที่สุดปีนี้ 10 ก.พ.- 10 เม.ย. 2562 จีนปล่อยน้ำมา  มันคล้ายกับฤดูฝนเลย เกาะดอนหายไปหมด ที่อยู่อาศัยของปลา ที่วางไข่ของนก หาดที่เป็นแหล่งอาหารมันหาย ไปหมด

พอวันที่ 10-16 เม.ย. 2562 เขาปิดเขื่อนให้ทางสิบสองปันนาเชียงรุ้ง เล่นสงกรานต์ หลัง 16 เม.ย. 2562 ก็ปล่อยน้ำมาอีก แล้วก็ปิดช่วงเข้าหน้าฝน พอช่วงหน้าฝนปิดแล้วมีสถานการณ์แล้ง มันก็ซ้ำเติมหนักเลย อันนี้ผมพูดถึงแม่น้ำโขงตอนบนที่อยู่ใกล้เขื่อนจีน แต่ทางตอนล่างเราเห็นข่าวทางอีสานก็หนัก เขามีเขื่อนอีกตัวคือเขื่อนไซยะบุรี (Xayaburi Dam) นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นขณะนี้แล้วยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะจีนมองอย่างหนึ่ง คนลุ่มน้ำโขงมองอีกอย่างหนึ่ง มันถึงเวลาแล้วที่ต้องคุยกัน" ปธ.กลุ่มรักษ์เชียงของ ระบุ

นิวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ต่อสู้เรื่องนี้ มา 20 ปี เคยไปยื่นหนังสือที่สถานทูตจีน แต่ไม่ได้รับความสนใจ "คงเพราะจีนถือว่าตนเองเป็นประเทศใหญ่และเข้าใจว่าสิ่งที่ทำคงเป็นประโยชน์" อย่างไรก็ตามในช่วง 2-3 ปีล่าสุด ท่าทีของจีนเริ่มเปลี่ยนแปลงบ้างโดยยอม รับฟังความเห็นของภาคส่วนอื่นๆ มากขึ้น ขณะที่ สปป.ลาว ถือว่าน่าห่วงเพราะพูดอะไรไม่ได้มากเพราะมีนโยบายอยากเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย ทั้งนี้รัฐบาลไทยในฐานะที่เป็นประธานอาเซียนควรหยิบยกเรื่องแม่น้ำโขงขึ้นสู่เวทีประชาคมอาเซียนเพื่อให้เกิดการพูดคุยอย่างจริงจัง

ขณะที่ ชัยวัฒน์ พาระคุณ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนแม่น้ำโขง ภาคอีสาน อธิบายเพิ่มเติมว่า ในยามปกติแล้ว "เมื่อเข้าพรรษาปลาจะวางไข่" เพราะตรงกับฤดูน้ำหลากที่น้ำจะไหลท่วมเข้าไปตามแอ่งต่างๆ ซึ่งปลาจะเข้าไปวางไข่ "แต่เมื่อน้ำลดระดับอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ค่อยๆ ลดตามฤดูกาล ปลาก็ปรับตัวไม่ทัน" ประกอบกับอากาศร้อน ปลาในแม่น้ำโขงจึงตายเป็นจำนวนมาก

"วิกฤติอีกอย่างคือทรัพย์สินที่เรามีไม่ว่าจะเป็นตาข่าย เรือ อุปกรณ์หาปลาต่างๆ ได้รับผลกระทบมากเพราะอยู่ดีๆ วันสองวันน้ำมา อ้าว!เรือจม ตาข่ายขาดหายไปหมด ทำให้อาชีพประมงเป็นอาชีพที่อยู่ยาก ในทุกวันนี้ในแม่น้ำโขง หายไป 60-70% แล้ว สิ่งที่จะเห็นในอนาคต ผมคิดว่าเราจะมาสร้างความมั่นคงอย่างไรให้ชุมชนริมน้ำท้ายน้ำ ก็ต้องอาศัยทีมสื่อมวลชนหรือภาคประชาชนที่เข้าไปช่วยเหลือ ไปดูพื้นที่เรา ไปดูว่าจะทำ อย่างไรให้เราอยู่กับแม่น้ำโขงได้ต่อไป" ชัยวัฒน์ ระบุ

ด้าน ศุภกิจ นันทะวรการ ตัวแทนจากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ตั้งข้อสังเกตเรื่อง "ความมั่นคงทาง พลังงาน" อันเป็นที่มาของโครงการ เขื่อนต่างๆ ในแม่น้ำโขง ว่า 1.ประเทศไทย มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าเกินความต้องการแล้ว โดยจากการคำนวณกำลังการผลิตสำรองซึ่งเผื่อไว้ร้อยละ 15 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในรอบปี ตามมาตรฐานของกระทรวงพลังงาน "เมื่อ 11 ปีก่อนกำลังผลิตสำรองนี้เกินไป 3,900 เมกะวัตต์ (MW) แต่ในปี 2561 เพิ่มขึ้นไปเป็น 5,900  เมกะวัตต์" การที่ไทยไปเกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงจึงเป็นการวางแผนที่ผิดพลาด

"เราไปลงนามสัญญาซื้อ-ขาย ไฟฟ้า ถึงจะใช้ ถึงจะไม่จำเป็น เศรษฐกิจ จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเราก็ต้องจ่าย เราก็ส่งไปอยู่ในค่าไฟฟ้าทั้งหมด ผู้รับผิดชอบการวางแผนก็ไม่ต้อง รับผิดชอบภาระการลงทุนล้นเกินกว่าแสนล้านบาทเหล่านี้ หลายท่านที่ไม่ได้ตามอาจไม่ทราบว่าการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยไม่ได้เพิ่มมากมายเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไปแล้ว เมื่อ 10-20 ปีก่อนไฟฟ้าเราโตปีละ 6% แต่ต่อมาเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 1.4% บางปี ลดลงด้วยซ้ำ" ศุภกิจ กล่าวตัวแทนจากมูลนิธินโยบาย สุขภาวะ อธิบายต่อไปว่า ปัจจุบันมีกลุ่มคนประเภท "กึ่งผู้บริโภค-กึ่งผู้ผลิต (Prosumer)" ซึ่งเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวมาเป็นผู้ร่วมผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย เช่น อาคารหลายแห่งติดตั้งแผงวงจรพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) รวมถึงยังมีพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อีกหลายประเภท "ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนร้อยละ 15 ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดมาหลายปีแล้ว คิดเป็น 3.9 หมื่นล้านหน่วย คิดเป็นเงินกว่า 1 แสนล้านบาท" นั่นหมายถึงผู้บริโภคพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การลงทุนพลังงานหมุนเวียนไม่จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เท่านั้น ชุมชนหรือประชาชนก็สามารถ ทำได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งเป็น การพัฒนาที่เกิดประโยชน์ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แต่  เพราะ "ทิศทางการพัฒนายังมุ่งแต่การ สร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นหลัก" พลังงานหมุนเวียนจึงยากที่จะได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังจนเติบโตขึ้นมาได้ เรื่องนี้จึงต้องเปลี่ยนแปลงถึงระดับนโยบาย

เพื่อให้เกิด "ประชาธิปไตยทาง พลังงาน" ของประชาชนอย่างแท้จริง!!!

วิกฤติแม่น้ำโขงเอื้อต่อการเติบโตของขบวนการค้ายาเสพติด? :22 ก.ค. 2562 เว็บไซต์ "สำนักข่าวชายขอบ" หรือ transbordernews.in.th เสนอข่าวโดยอ้างคำกล่าวของ น.อ.วุฒิชัย ภู่เจริญยงค์ ผู้บัญชาการหน่วยรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) ในเวทีสถานการณ์แม่น้ำโขงและสิทธิชุมชน ของหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปสม.) รุ่นที่ 1 ระบุว่า การที่แม่น้ำโขงแห้งทำให้สามารถลำเลียงยาเสพติดข้ามแดนได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเมื่อชาวบ้านไม่สามารถทำอาชีพประมงได้ก็อาจหันไปร่วมขบวนการเพื่อความอยู่รอด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง