'ศีลธรรม'ด่านใหญ่..ใครกล้าฝ่า? 'ยุติข้อหาค้าประเวณี'แก้ส่วย-ค้ามนุษย์

ข่าวทั่วไป 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"ที่นี่ไม่มีการค้าประเวณี" เชื่อว่า หลายคนคงเคยเห็นป้ายหรือได้ยิน คำพูดของผู้ดูแลพื้นที่ต่างๆ แน่นอน สิ่งที่ตามมาคือคำถาม "จริงหรือ?" โดยเฉพาะใน "ประเทศไทย" ที่ใครๆ ก็รู้ว่า "มีการขายบริการทางเพศ แทบทุกหัวระแหง" แต่หากจะโทษผู้มีอำนาจไม่กล้ายอมรับความจริงบ้าง หรือเจ้าหน้าที่ต้องการหาผลประโยชน์แบบใต้ดินจากธุรกิจนี้บ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่ยุติธรรมนัก เพราะสังคมไทยเองก็ไม่ค่อยกล้ายอมรับอาชีพดังกล่าวเช่นกัน เห็นได้จากการรณรงค์ "ยุติความผิดฐานค้าประเวณี (โดย สมัครใจและไม่ใช่ผู้เยาว์)" ที่ดำเนินการ มากว่า 2 ทศวรรษนับตั้งแต่มี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 แต่ไม่เคยสำเร็จ "เสียงเล่าลือเบื้องหลัง..เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองทุกพรรคทุกฝ่ายไม่ค่อยมีใครอยากออกตัว เพราะกลัวถูกมองว่าสนับสนุนกิจกรรมที่ละเมิดศีลธรรมและจารีตประเพณีอันดีงาม" จนอาจเสียฐานเสียง-กระทบคะแนนนิยม

ที่งานแถลงข่าว "ยกที่ 1 ชัยชนะสิทธิพนักงานบริการ" ณ รร.ฮิพโฮเทล ย่านรัชดา-ห้วยขวาง กรุงเทพฯ จัดโดย มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) อันเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ อังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เมื่อปี 2561 คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับบรรษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจอื่นๆ ของสหประชาชาติ (United Nations Working Group on the Issues of Human Rights and Transnational Corporations and Other Business Enterprises) ได้มาเยือนประเทศไทย แล้วตั้งข้อสังเกตว่า "สถานบริการในประเทศไทยเปิดอย่าง ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นเหมือน วิถีชีวิตหนึ่งของคนไทย แต่พนักงานบริการที่ทำงานในสถานที่เหล่านั้นกลับไม่ได้รับความคุ้มครอง" เช่น ไม่อยู่ ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ อย่างที่แรงงานคนหนึ่งควรได้รับ ทั้งนี้ความผิดฐานค้าประเวณีตั้งอยู่บนหลักคิด 2 อย่างคือ 1.ผู้ค้าประเวณีเป็นเหยื่อ โดยเหมารวมไปกับการค้ามนุษย์ กับ 2.การค้าประเวณีคือการละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและ ศีลธรรมอันดีของสังคม

"การให้บริการทางเพศซึ่งไม่ได้เกิดจากการข่มขู่บังคับหรือกระทำต่อเด็กและเยาวชน จะถือเป็นความสมัครใจของบุคคลผู้จะประกอบอาชีพเพื่อให้บริการและหารายได้ หรือค่าตอบแทนจากกิจกรรมทางเพศ การกระทำที่เป็นไปโดยสมัครใจของตน เพื่อให้ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ ย่อมไม่เป็นเหตุหรือเงื่อนไขที่จะลดทอน คุณค่าของความเป็นมนุษย์ลงได้ บุคคลผู้ให้บริการทางเพศจึงยังคงมีคุณค่าในตนเองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ ทุกคนมาแต่เกิด ต้องได้รับความเคารพ และปฏิบัติอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกับบุคคลอาชีพอื่น" อดีต กสม. กล่าวถึงกระนั้น "ในยุคนี้ดูจะมีความหวังอยู่บ้าง" สืบเนื่องจากการที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีแนวคิด "ทบทวน" กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยร่วมกับคณะนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง "ยกร่าง" กฎหมายใหม่ขึ้นมาจากการศึกษาต้นแบบของหลายประเทศ ที่มีการ "ขึ้นทะเบียน" ผู้ขายบริการทางเพศ เพื่อจะได้รับความคุ้มครองสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย

แนวคิดข้างต้นแม้ พม. จะมีเจตนาดี แต่สำหรับคนทำงานด้านสิทธิ ของผู้ขายบริการทางเพศ ทันตา เลาวิลวัณยกุล ผู้ประสานงานมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ตั้งข้อสังเกตว่า "อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุจริตและ การค้ามนุษย์ได้" อีกทั้งยัง "สิ้นเปลือง ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น" เมื่อเทียบกับ การทำเพียงยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณีโดยสมัครใจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 โดยไม่ต้องเขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมาบังคับจดทะเบียน

เพราะ "ลำพังกฎหมายอื่นๆ ที่มีอยู่ก็สามารถนำมาใช้ทั้งคุ้มครองและควบคุมได้อย่างครบถ้วนรอบด้านอยู่แล้ว" เช่น กรณีคนทำงานอยู่ในสถานบริการก็มีกฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ นอกจากนี้ยังมีกฎหมาย คุ้มครองเด็ก กฎหมายป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญากรณีมีการใช้ความรุนแรง เป็นต้น

"เพื่อนพนักงานบริการที่เยอรมนี บอกกับเราว่าส่วนมาก ถูกบังคับให้จดทะเบียนแล้วก็ต้องอยู่ ภายใต้การดูแลของร้าน ซึ่งไม่สามารถ ไปจดทะเบียนเองได้ นั่นก็เป็นช่องว่าง ให้เกิดการคอร์รัปชั่นอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้าคุณจะไปจดทะเบียน เขาก็มีอำนาจจะให้คุณจดหรือไม่จดก็ได้ แล้วที่สำคัญจะมีคนจดทะเบียนแค่ 1 ใน 5 เท่านั้นเอง แล้วเพื่อนพนักงานบริการที่เยอรมนีก็บอกว่าการจดทะเบียนทำให้เกิดการค้ามนุษย์มากขึ้น ทำให้มองเห็นว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใหม่ดีแค่ไหนก็ต้องมีความ ระมัดระวังมากขึ้น" ผู้ประสานงานมูลนิธิ เอ็มพาวเวอร์ กล่าว

ขณะที่ นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการ มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร ตั้งข้อสังเกตว่า วันนี้ พม. เอาจริงเรื่องการแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยคาดว่าวันที่ 14-15 ส.ค. 2562 จะมีการนัดประชุมหารือร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง "น่าห่วงว่าผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีตัวแทน ผู้ขายบริการทางเพศและตัวแทน ภาคประชาสังคม (NGO) ไม่มากนัก" เท่ากับว่า "เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้ร่างกฎหมายเท่านั้น" เนื่องจากอ้างว่าได้รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายแล้ว

"จากการที่เราไปสัมผัส บรรดาคนทำงาน ต้องพูดกันตรงไป ตรงมาว่าเขาไม่มีความรู้เลย คือ คนที่ลุกขึ้นมาทบทวน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ในตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ต้องพูดตรงไปตรงมาว่าเขาไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ที่จะทำงานในประเด็นนี้ แต่ทำเพราะเหมือนกับว่ามันเป็นหน้าที่" นัยนา ระบุผอ.มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวต่อไปว่า ภาคประชาชนต้องมีชุดข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อนำไปเสนอกับรัฐมนตรี พม. สำหรับชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ทางกระทรวงทำมาก่อนหน้ารัฐมนตรีคนปัจจุบันจะเข้ารับตำแหน่งนั้นเป็นปัญหากับประชาชนอย่างไร รวมถึงงานวิจัยของคณะนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว ว่าการขึ้นทะเบียนจะยิ่งกลายเป็นการละเมิดซ้ำได้อย่างไร ทั้งนี้ "การยุติความผิดฐานค้าประเวณีจะลดปัญหา "ส่วย" ได้จริง" เพราะที่ผ่านมาทั้ง ผู้ขายบริการและเจ้าของสถานบริการล้วนต้องจ่ายทั้งสิ้น

"เสียงส่วนใหญ่ในประเทศ ถ้าไปทำโพลล์เขาไม่คิดเหมือนเราหรอกแต่เราต้องยึดหลักการ จำได้ว่าตอนทำเรื่องนามสกุลผู้หญิง ขนาดพรรคการเมืองที่เสนอให้ผู้หญิงใช้นามสกุลตัวเองได้ยังไม่กล้าทำเป็นมติพรรค เพราะรู้ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เอา ถึงต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมา วินิจฉัยว่าเราต้องใช้นามสกุลตัวเองได้ เพราะถ้าทำโพลล์ตอนนั้นจริงๆ มันไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รับ แต่พอกฎหมายออกมาจริงๆ เดี๋ยวนี้ไปถามกระทรวงมหาดไทย คนเลือกจะใช้ นามสกุลตัวเองมากกว่า" นัยนา ยกกรณี คล้ายกันเป็นตัวอย่าง

นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ศิริศักดิ์ ไชยเทศ กล่าวเสริมถึง ผลกระทบของการเอาผิดผู้ค้าประเวณี ว่า "กลุ่มคนรักเพศเดียวกันถูกเพ่งเล็ง เป็นพิเศษ" เห็นได้จาก "ผู้ขายบริการที่เป็นผู้หญิงต้องล่อซื้อก่อน..แต่ถ้าชายรักชายเจอที่ไหนจับทันทีโดยไม่ ต้องเห็นการกระทำผิด" เช่น เมื่อ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยว พอเจอด่านก็ถูกเรียกไว้ก่อน อีกทั้งบางพื้นที่ยังมีการ "ทำประวัติโดยเน้นที่กลุ่มเกย์-กะเทยเป็นพิเศษ" มากกว่าผู้หญิงที่ประกอบอาชีพเดียวกัน

"นอกจากตัวกฎหมายแล้วจะต้องสร้างความเข้าใจกับสังคม ต้องให้สังคมเข้าใจว่าสิทธิในเนื้อตัว ร่างกายมันเป็นสิทธิของเขา ซึ่งมัน ก็ประกาศไว้อยู่แล้วเป็นข้อแรกของสหประชาชาติ ว่าเป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ แล้วเราก็พูดอยู่เสมอว่า ไม่ได้ขายตัว เราขายบริการ พอเสร็จสิ้น ก็แยกย้ายกันไป ฉะนั้นศักดิ์ศรีและ คุณค่าความเป็นมนุษย์มันยังคงอยู่ใน ตัวเขา แล้วอาชีพพนักงานบริการไม่ได้ ลดทอนในเนื้อตัวร่างกายของเขาเลย" ศิริศักดิ์ ให้ความเห็น

สุดท้ายกับคำถามที่ว่า "หากกฎหมายยอมรับอาชีพขายบริการทางเพศ จะแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้จริงหรือ?" ประเด็นนี้ อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง อธิบายว่า หากยังมีความผิดฐานค้าประเวณีอยู่ในกฎหมาย "ถึงถูกเอาเปรียบอย่างไรก็ร้องทุกข์ไม่ได้ เพราะด่านแรกต้อง

ถูกดำเนินคดีฐานค้าประเวณีก่อน" ผู้ขายบริการทางเพศย่อมยังถูกเอารัดเอาเปรียบต่อไป ทั้งจากสถานบริการที่บังคับหักค่าใช้จ่ายสารพัดจากพนักงานอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือบางครั้ง อาจถูกลูกค้าทำร้าย หรือใช้บริการแล้วไม่จ่ายเงิน

ในทางกลับกัน "หากยุติความผิด ฐานค้าประเวณีโดยสมัครใจ ผู้ขาย บริการจะกลายเป็น "พลังของสังคม" ช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังอาชญากรรม" เช่น เมื่อพบเห็นการนำเด็กและเยาวชน การบังคับหรือล่อลวงบุคคลมาขายบริการทางเพศ ตลอดจนสถานบริการที่เอารัดเอาเปรียบพนักงาน คนเหล่านี้ สามารถช่วยแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้เพราะไม่ต้องกังวลว่าตนเองจะมีความผิดไปด้วย อนึ่ง "มีบางประเทศที่ออกกฎหมายเอาผิดผู้ซื้อบริการ..ซึ่งมาตรการนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหา" เพราะเท่ากับทุกอย่างจะยังคงถูกทำให้อยู่ใต้ดินแบบควบคุมไม่ได้ต่อไป

"ทำอย่างไรจะไม่แก้ปัญหานี้ โดยมองจากกรอบศีลธรรม วันนี้ ก็ชัดเจนว่าต้องมองจากกรอบสิทธิมนุษยชน คงจะไม่ง่ายที่จะบอกว่าสิทธิที่จะขายบริการทางเพศ แต่เรามองแล้วว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผลักให้ ผู้หญิงเข้ามาสู่อาชีพนี้ ทางเลือกของผู้หญิงในสังคมก็น้อยมากโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีภาระเลี้ยงดูลูกแล้วก็ พ่อแม่ด้วยที่รอคอยอยู่ ถ้าในแง่ของศีลธรรมก็คือผู้หญิงก็มีความกตัญญูและมีภาระลูกที่จะต้องดูแล ถ้าจะบอกว่าผู้หญิงเหล่านี้ไม่ดีต้องลงโทษ ก็เท่ากับละเลยว่าแล้วทำไมเขาต้อง มาสู่อาชีพนี้" ผอ.มูลนิธิผู้หญิง ฝากทิ้งท้าย

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ