พด.อุดรฯย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 14 สิงหาคม 2562 00:00:31 น.
สร้างรายได้เสริม8,460บาท/ไร่/ปี

นายสุทธิดล วงษ์จันฬา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดินเปิดเผยว่า ดินเค็มเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากกระทบต่อการเติบโตและผลผลิตของพืชลดลง หรือในบางพื้นที่หากเกษตรกรใช้สารเคมีทางการ เกษตรปรับปรุงดินเค็มต่อเนื่องนาน ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพได้ สำหรับพื้นที่ดินเค็มใน จ.อุดรธานี มีอยู่ประมาณ 1.76 ล้านไร่ มีตั้งแต่ระดับดินเค็มน้อย ปานกลางถึงมาก

สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานีได้พัฒนาพื้นที่ดินเค็มในจ.อุดรธานี โดยดำเนินการใน ต.พังงู อ.หนองหาน มาตั้งแต่ปี 2557-2561 รวมพื้นที่ 4,600 ไร่ แบ่งเป็นกิจกรรมควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน และกิจกรรมจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจบนคันนา ซึ่งในกิจกรรมเหล่านี้ก็จะเป็นการเข้าไปปรับรูปแปลงนา ปลูกกระถินออสเตรเลีย ปลูก ยูคาลิปตัสบนคันนา และปรับปรุงบำรุงดินด้วยวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ ผลการแก้ปัญหาดินเค็มอย่างต่อเนื่อง พบว่า การวิเคราะห์สมบัติดินในพื้นที่ดินเค็มปานกลาง มีแนวโน้มคุณภาพดินดีขึ้น ส่วนด้านผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 พืชหลักของเกษตรกร พบว่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ก่อนเข้าโครงการผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 286.8 กิโลกรัมต่อไร่ หลังพัฒนาพื้นที่ดินเค็มผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 341 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่การปรับรูปแปลงนาทำคันดินให้ใหญ่ขึ้นปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาได้นั้น มีการปลูกยูคาลิปตัส ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้เฉลี่ย 188 ต้น น้ำหนักเฉลี่ย 47,000 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาขายตันละ ประมาณ 900 บาท ทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาในพื้นที่ดินเค็ม คิดเป็นรายได้ประมาณ 42,300 บาทต่อไร่ต่อ 5 ปี หรือ 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านคุณสมบัติดินที่ดีขึ้นทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิต

เพิ่ม ต้นทุนลด และมีรายได้เสริมจากการขายยูคาลิปตัส ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจมาก สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบการฟื้นฟูแก้ปัญหาดินเค็มในจ.อุดรธานี โดยปีนี้ขยายพื้นที่ดำเนินการเพิ่มอีก 700 ไร่ เน้นแก้ปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยใช้วิธีไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนและลงทุนน้อย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีศักยภาพ ปลูกพืชเพื่อรักษา สิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตพืชและรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ ยังศึกษาวิจัยนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบและขี้อ้อย มาใช้ปรับปรุงบำรุงดินก่อนปลูกข้าว เพื่อเป็นทางเลือกลดใช้ปุ๋ยเคมีและลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรพึ่งตนเองได้ในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง