คอลัมน์: ซอกแซกอาเซียน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562 00:00:40 น.
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ สมัยพิเศษ หรือ SSOM AMAF Meeting ที่เพิ่งจบลงไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 5-8 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นการประชุม ครั้งที่ 40 โดยมีประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ โดยไปจัดกันที่เมืองเว้ ตอนกลางของประเทศ ตั้งอยู่เหนือเมืองดานัง ห่างกันประมาณ 100 กิโลเมตร ครับ

การจัดประชุมของเวียดนามครั้งนี้ ที่เลือกเอาเมืองเว้ ก็น่าเป็นเพราะว่า เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามกว่าร้อยปี ตั้งแต่ ค.ศ.1805 และเป็นที่ตั้งพระราชวังของจักรพรรดิ ผู้ปกครองประเทศเวียดนาม ราชวงศ์เหงียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ สุดท้ายก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง มาเป็นแบบสาธารณรัฐในภายหลัง นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นพระราชวังที่สวยงามและมีประวัตฺศาสตร์ที่สำคัญ ยูเนสโก ยังได้ประกาศให้พระราชวังแห่งนี้ เป็นมรดกโลกด้วย เมืองเว้ ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำหอม (Perfume river) เขียนเป็น ภาษาอังกฤษว่า Hue ยังสงสัยว่าทำไมอ่านว่า เว้ ผมลอง เอาชื่อเมืองภาษาอังกฤษให้เพื่อนคนอีสานลองอ่าน ปรากฏว่า เขาอ่านว่า "ห้วย" ฟังแล้ว คนที่ไม่รู้จักมาก่อน คงเดินทาง ไปหาเมืองนี้ไม่ถูกแน่นอน แต่ถึงจะเป็นถึงอดีตเมืองหลวง ของเวียดนาม แต่ความเจริญต่างๆ กลับไปอยู่ที่เมืองดานัง ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก อาจเป็นพราะเมืองดานังเป็นเมืองขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญมากสำหรับเวียดนามตอนกลาง สนามบินเมืองเว้ จึงไม่ใหญ่เท่าสนามบินเมืองดานัง ถ้าโดยสารเครื่องบินไปจากไทยจะไม่มีไฟลท์ตรงเหมือนดานัง

เพราะฉะนั้นผู้อาวุโสต่างๆ ของอาเซียนที่มาประชุมจึงต้องต่อเครื่องบินอย่างน้อยก็ 2-3 ต่อด้วยกัน คือ บ้างก็บินลงที่กรุงฮานอย ทางทิศเหนือแล้วต่อมาเมืองเว้ หรือบ้างก็บินไปลงที่เมืองโฮจิมินห์ หรือเดิมชื่อไซ่ง่อน ทางทิศใต้ ก่อนที่จะบินต่อไปเมืองเว้ คณะทีมงานแอปเตอร์ของผม ตอนแรกก็ตั้งใจจะโดยสารเครื่องบินเพื่อไปลงดานัง เพราะมีสายการบินตรงจากกรุงเทพฯ แต่ลำบากตรงที่ทางการเวียดนามเขาไม่มารับที่สนามบินดานัง ทั้งนี้อาจเพราะไกลกันเป็นร้อยกิโลเมตร เขามีรถยนต์มารับเฉพาะที่สนามบินเมืองเว้เท่านั้น ตกลงพวกเราเลยต้องบินไปลงที่โฮจิมินห์และจึงต่อเครื่องภายในประเทศจากโฮจิมินห์ไปเว้อีกที ซึ่ง ก็เป็นเส้นทางเดียวกับคณะผู้อาวุโสจากกระทรวงเกษตรฯไทยบินไปเช่นเดียวกัน เลยกลายเป็นคณะใหญ่เกือบยี่สิบคนได้ รวมทั้งท่านรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายไทย

เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่กระผมอยากจะเล่า ก่อนที่จะเข้าสู่การประชุมจริงๆ ก็เกิดขึ้นตอนช่วงการเดินทางนี้แหละ เรื่องของเรื่อง คือ ทั้งหมดพวกเราเดินทางโดยสายการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า จากกรุงเทพฯถึงโฮจิมินห์และไปต่อด้วยสายการบินเวียดนามเพื่อต่อไปยังเมืองเว้ ดังที่บอกไปแล้ว เรามีเวลาต่อเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมง คิดคำนวณแล้วน่าจะทัน เพราะได้ศึกษาคร่าวๆ โดยน้องเจ้าหน้าที่ว่า อาคาร ผู้โดยสารต่างประเทศกับภายในประเทศของ โฮจิมินห์ห่างกันไม่มาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาที เท่านั้น ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ที่ว่า โดยหลักของการเดินทางต่อเครื่องบินแล้วถือว่าฉิวเฉียดมาก แต่เราก็เชื่อมั่นว่าจะต่อเครื่องได้ทัน ยิ่งมาเจอคนไทยกลุ่มใหญ่ที่เดินทางไปเที่ยวบินเดียวกันแล้ว เราก็ยิ่งอุ่นใจ

แต่ทว่า ความมั่นใจและอุ่นใจของพวกเรากลับค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เมื่อคณะทั้งหมดถูกเรียกขึ้นไปนั่งบนเครื่องบิน การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ ตอนเรียกขึ้นเครื่องเวลาออกก็ตรงดีอยู่หรอก คือ ประมาณ 07.35 น. แต่พวกเราใช้เวลานั่งรอในเครื่องนานขึ้นๆ จนผ่านไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่สายการบินจึงประกาศแจ้งว่า เครื่องจะต้องรอคิวบินขึ้น ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ถึงตอนนี้ ทุกคนก็เริ่มประหวั่นพรั่นพึงแล้วว่า แล้วจะทันเครื่องบินไฟลท์ต่อไปไหม สักพักการประกาศที่กระผมเพิ่งเคยพบหลังจากที่เคยมีประสบการณ์นั่งเครื่องบินมานาน คือ เครื่องบิน จำเป็นที่จะต้องจอดรอต่อไป เพราะว่าจะมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอีก ผมและเพื่อนๆ ที่นั่ง ด้วยกันงงมากๆ ครับ เพราะอย่างที่บอก เพิ่งเคยพบเห็นว่าจะต้องมีการเติมน้ำมันในระหว่างนี้ ถึงตอนนี้เวลาล่วงเลยเวลาออกเดิมมา 1 ชั่วโมงเต็ม เท่ากับว่าพวกเรามีเวลาเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งรวมทั้งการเข้าคิวตรวจ พาสปอร์ตคนเข้าเมือง ไปรอรับกระเป๋า แล้วพา กระเป๋าไปเช็คอินที่สายการบินภายในเวียดนาม สนุกครับ มันส์มากๆ สำหรับการเดินทาง ทริปนี้ ทันหรือไม่ทันไฟลท์ต่อไป เดี๋ยวมาเล่าต่อครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง