'การแพทย์'ในภาพยนตร์-ละครถ่ายทอดให้ถูก...เป็นคุณต่อสังคม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562 00:00:36 น.

"ภาพยนตร์-ละคร" เป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายที่สุด รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ใครหลายคนมักนำไปเลียนแบบ ทำตาม ซึ่งหากผู้สร้างสามารถถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ของความรู้ที่นำมาประกอบในเนื้อเรื่องได้ถูกต้องย่อมเท่ากับเป็นการสร้างประโยชน์กับสังคม ในทางตรงข้ามหากถ่ายทอดไปแบบขาดความเข้าใจ ก็จะกลายเป็นตัวอย่างให้ผู้ชมจำแบบผิดๆ ไปใช้ในชีวิตจริงด้วย และหลายครั้งการจำแบบผิดๆ นี้ยังก่อให้เกิดอันตรายอีกต่างหาก

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นอีกหน่วยงานที่พยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้กับสังคม รวมถึงการจัดกิจกรรม "อบรมให้ความรู้กับผู้สร้างละครและภาพยนตร์ ทั้งผู้จัด ผู้กำกับ ผู้เขียนบท และนักแสดง" เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการถ่ายทำ ซึ่งกิจกรรมครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปในปีนี้ ได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 4 แล้ว และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเสมอมา

สุชาดา โตงาม นักแสดงจากสังกัดช่องพีพีทีวี เอชดี 36 (PPTV HD36) ที่กำลังจะมีผลงานละครเรื่อง "ภริยา" ออกอากาศเร็วๆ นี้ และเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมของ สพฉ. ครั้งล่าสุด กล่าวว่า ในละครเรื่องนี้ได้รับบทเป็นพยาบาล จึงต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี เช่น ความถูกต้อง ในเรื่องการปั๊มหัวใจ หรือในกรณีพบคนจมน้ำ ที่ควรจะเป่าปากร่วมกับการปั๊มหัวใจ กิจกรรมนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการเป็น นักแสดงอย่างมาก

"ในฐานะนักแสดง คิดว่าการเรียนรู้เรื่องนี้จำเป็นมากๆ เพราะการแสดงของเราผ่านทางสื่อทำให้ประชาชน เด็กเยาวชนเห็นสิ่งที่เราแสดงเป็นจำนวนมาก เห็นทั้งวิธีการ เทคนิค แล้วจะจดจำ ถ้าเราทำผิด เขาก็จำวิธีที่ผิดไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของคนอื่นได้ อยากจะขอฝากไปยังเพื่อนๆ นักแสดงด้วยกันว่า ถ้ามีโอกาสอยากจะแนะนำมาเรียนรู้ตรงนี้ไว้ นอกจากจะเป็นวิชาในการแสดงแล้วด้วย ก็ยังใช้ช่วยเหลือคนอื่น คนรัก หรือครอบครัวของเราเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้" สุชาดา กล่าวด้านผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหญ่ นนทรีย์ นิมิบุตร กล่าวว่า ในภาพยนตร์หรือในละครถ้าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง คิดว่าน่าจะประโยชน์พอสมควร และประโยชน์ตรงนี้เอาไปใช้ในวงกว้างได้ด้วย จะได้มีภาพจำที่ถูกต้อง ในเวทีวิทยากรได้แนะนำหลายสิ่งหลายอย่างที่ตนไม่รู้และอาจจะเคยทำอะไรผิดๆมาก่อน จนได้ทราบว่าสิ่งที่ ถูกต้องจะทำอย่างไร ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมากและเชื่อว่าต่อจากนี้ไปจะทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อไป  ทั้งนี้การถ่ายทำไปแบบที่เคยเข้าใจในแบบเก่าอาจจะไม่ได้ผิดในยุคเดิม แต่ยุคสมัยนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์มันเปลี่ยนไปแล้ว จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญตรงนี้ โดยเฉพาะวงการภาพยนตร์และละครถือเป็นส่วนหนึ่งที่ให้ความรู้ที่ถูกต้องทางด้านแพทย์กับสังคมได้ จึงต้องใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

"หลายอย่างเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มีภาพจำในใจของเรา หรือดูมาจากหนังเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องคนจมน้ำ การช่วยคนจมน้ำที่ถูกต้องแท้จริงเป็นอย่างไร คนถูกงูกัด คนที่เป็นโรคหัวใจ ถ้าเราทำได้ถูกต้องทั้งหมด ภาพจำ คนดู คนเสพสื่อ เขาจะเปลี่ยน แม้กระทั่งเราเองก็ภาพในใจ ซึ่งอาจจะถูกในสมัยหนึ่งแต่วันนี้มันผิด วิวัฒนาการทางแพทย์มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และเราควรทำสิ่งที่ถูกต้อง ให้ข้อมูลให้ความรู้ในระดับหนึ่งในภาพยนตร์ของเรา พร้อมที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้" ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังผู้นี้ ยกตัวอย่างสิ่งที่ได้รับจากการอบรม

เช่นเดียวกับ ธนัญฌลี เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายละครช่อง 8  ที่กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางช่องทำละครหลายเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแพทย์ ซึ่งยอมรับว่าบางเรื่องทำมาผิดๆ เมื่อได้มาเรียนรู้ก็จะนำข้อมูลความรู้ตรงนี้ไปถ่ายทอดในสิ่งที่ถูกต้องต่อไป เช่น ที่พบบ่อยๆ คือ "การช็อตหัวใจ" จริงๆ แล้วในจอมอนิเตอร์คลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะ ช็อตจะไม่เป็นเส้นตรง แต่เข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นเส้นตรง

ขณะที่ในส่วนของข้อมูลเรื่องการช่วยเหลือฉุกเฉินในเบื้องต้น เช่น "การเรียกรถพยาบาล สพฉ.1669" นั้นเพิ่งจะมีได้ไม่นาน ในเนื้อหาบทละครเองก็ยังไม่ค่อยมีมากนัก แต่ต่อไปนี้จะนำไปใส่ในเนื้อหาบทละครเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ให้ประชาชนทั่วไป เพราะส่วนใหญ่จะจำจากละครที่ดู ซึ่งหลังจากนี้ถ้ามีฉากเกี่ยวกับ โรงพยาบาล การปฐมพยาบาล ก็จะไปดูในเนื้อหาบทและปรับให้เป็นจริง  ถูกต้องยิ่งขึ้น

"คิดว่าผู้จัดส่วนใหญ่ตระหนักถึงเรื่องสำคัญเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่เพราะเราเข้าถึงข้อมูลยาก ในความเป็นจริงแม้จะไปที่โรงพยาบาล บางครั้งอาจจะมีคนสอนคือไม่มีใครมาคอยบอก หรือมาสอนจริงๆ ซึ่งเวลาไปถ่ายเราจะขอเจ้าหน้าที่มาเพื่อช่วยดูแลซึ่งก็ไม่มีปัญหา แต่กรณีที่ถ่ายข้างนอกจะมีปัญหา ซึ่งเราต้องหาช่องทางเอง ว่าจะสามารถไปปรึกษาใครได้ ซึ่งหลังจากเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ กับ สพฉ. ก็ทำให้เรารู้ช่องทางแล้ว" ธนัญฌลี ระบุ

นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้มุ่งหวังอยากให้ผู้ผลิตภาพยนตร์หรือละครสอดแทรกแนวทางในการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินที่ถูกต้อง โดยมีวิทยากรจาก สพฉ. มาให้ความรู้ อาทิ การใช้เครื่องช็อตหัวใจ การใช้อุปกรณ์ในการผ่าตัด และผู้เข้าร่วมงานยังได้รับการอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง เช่น การฝึกช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) การใช้งานเครื่อง AED การช่วยคนจมน้ำ ช่วยคนเป็นโรคลมชัก งูกัด จมน้ำ และการใช้งานสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ด้วย

โดยเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ปัจจุบันการถ่ายทำดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อนที่การเขียนบทกรณีเจ็บป่วยอาจไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในฉากจึงไม่สมจริง แต่ระยะหลังๆ พบว่าผู้สร้างให้ความสำคัญมากขึ้น สพฉ. เห็นความสำคัญของผู้จัดละครและภาพยนตร์ จึงได้มีการจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดผู้เข้าร่วมเองก็ได้เรียนรู้เรื่องทักษะการใช้ชีวิตด้วย ได้สอดแทรก วิธีการ ที่จะมีส่วนช่วยให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงการช่วยเหลือผู้อื่นในกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือคนข้างๆ ได้ในระหว่างที่ทีมกู้ชีพยังมาไม่ถึง หรือยังไม่ได้ไปถึงโรงพยาบาล

"ในฉากพูดคุยข้อมูล เช่น เรื่องหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลัน ควรให้ข้อมูลทางการแพทย์ใกล้เคียงกับทฤษฎีมากที่สุด ว่ามีเวลาเข้าถึงการรักษา 3 ถึง 4 ชั่วโมง หากยังไม่ถึงมือแพทย์จะเสียโอกาสในการรักษาทำให้คนไข้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ แต่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็มีโอกาสฟื้นคืนกลับมาได้ ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์ในลักษณะนี้เราคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะสอดแทรกลงไปในเนื้อหา อย่างน้อยที่สุดประชาชนได้รับข้อมูล ที่ถูกต้อง และเป็นการกระตุ้นให้คนเมื่อดูหนังแล้วได้สนใจ ที่จะช่วยชีวิตคนอื่น" นพ.ไพโรจน์ กล่าว

รองเลขาธิการ สพฉ. ฝากทิ้งท้าย ว่า สพฉ.ยินดีที่ให้ความช่วยเหลือแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพราะในเรื่องทางการแพทย์นั้นคนทำงานวงการภาพยนตร์หรือละครอาจไม่มีพี่เลี้ยง ขณะเดียวกันก็จะเป็นการ "ยกระดับภาพยนตร์และละครไทยให้มีมาตรฐานเทียบกับผลงานของต่างประเทศ ที่มีลักษณะสมจริง มีเหตุมีผล" สามารถนำคำแนะนำ ความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์ สอดแทรกไปกับเนื้อหาของภาพยนตร์หรือละครได้

เพื่อให้เป็นสื่อที่เป็นประโยชน์กับสังคมต่อไป!!!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง