คอลัมน์ชายคาพระพิรุณ

ข่าวทั่วไป 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ขุนเกษตรา

วันก่อนติดตามท่านสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร ไปดูผลสำเร็จการพลิกฟื้น สวนส้มโอทับทิมสยาม พืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่น จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยให้บริหารจัดการผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่ อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตสินค้าคุณภาพจากสวนที่ได้มาตรฐาน เตรียมพร้อมสู่มาตรฐานการส่งออก การยกระดับเกรดของสินค้าด้วยการจัดทำการรับรองคุณภาพ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยแต่สื่อสารเข้าใจง่ายสำหรับผู้บริโภคต่างถิ่น ตลอดจนให้มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ภาคใต้ และการเชื่อมโยง ตลาดกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยเน้นเกษตรกรเป้าหมาย 3,000 ราย ผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่ มุ่งส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไม้ผลอัตลักษณ์ ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลที่สำคัญของประเทศไทย มีการผลิตไม้ผลหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นสินค้าอัตลักษณ์สร้างชื่อประจำจังหวัด เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา เป็นต้น จึงทำให้เหมาะที่จะส่งเสริมและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสู่มาตรฐานการส่งออก ควบคู่ไปกับการพัฒนาการแปรรูป เพื่อทำให้การผลิตไม้ผลของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในปี 2562 เกิดการเริ่มต้นและพัฒนาสินค้าไม้ผลได้อย่างครบวงจร นำไปสู่การใช้เทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตไม้ผลสู่ 4.0 สำหรับ "ส้มโอทับทิมสยาม" มีแหล่งปลูกที่ได้คุณภาพมีเพียงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยผลผลิตส่งจำหน่ายใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ในปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ส้มโอทับทิมสยามยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรในลุ่มน้ำปากพนังที่จะหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามให้มากขึ้น...

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมประมง จัดพิธีการทำลายของกลางซากของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่คดีสิ้นสุด และตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จำนวน 10 รายการ ได้แก่ ซากม้าน้ำแห้ง ซากปลาจิ้มฟันจระเข้แห้ง ซากปะการัง ซากกัลปังหา ซากจระเข้ ซากเต่า ซากตะพาบน้ำไทย ซากดาวทะเล ซากเปลือกหอย และซากหอยงวงช้างตากแห้ง รวมมูลค่าของกลาง กว่า 5,500,000 บาท (ห้าล้านห้าแสนบาทถ้วน) โดยของกลางที่นำมาทำลาย กรมประมงได้รับมอบมาจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ จากกรมศุลกากร 5 คดี จากการจับกุมผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร 1 คดี จากการตรวจยึดบนอาคารผู้โดยสาร 10 คดี และจากการจับกุมการลักลอบค้าและครอบครองสัตว์ป่าภายในประเทศ 24 คดี ซึ่งกรมประมงมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการลักลอบนำเข้า ส่งออก ค้า หรือครอบครองสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าที่ปรากฏตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดของสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกที่ไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง และการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ ของกลางเหล่านี้จะมีการลักลอบนำไปขายทำยา ทำเครื่องประดับ หรือนำไปตกแต่งอควาเรียม เรื่องมูลค่าความเสียหายก็ส่วนหนึ่ง แต่คุณค่าของทรัพยากรเหล่านี้ บางชนิดอยู่ในสภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดกว่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาใช้เวลาเป็นร้อยปี มันจึงเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจที่จะประเมินค่าได้ โดยปัจจุบันปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการลักลอบการนำเข้าด้วยวิธีการที่หลากหลาย และหลายช่องทางเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งการกระทำความผิดนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรม มีโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งผลการลักลอบในแต่ละครั้งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในด้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ระดับภาค เรื่อง "การสร้างเครือข่าย อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย" เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันสร้างการรับรู้ ติดตามงาน และกำหนดแผนการดำเนินงาน ส่งเสริมการจัดทำบัญชีในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการดำเนินงานบูรณาการ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยมีบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีในพื้นที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 8 จำนวน 157 คน เข้ารับการอบรม ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ