ข่าวอินโฟเควสท์
11:21 เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์พลิกคว่ำในรัฐยูทาห์ของสหรัฐ นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 4 ราย   หน่วยลาดตระเวนทางหลวงรัฐยูทาห์ (UHP) เปิดเผยในวันนี้ว่า นักท่อง…
10:22 "ทรัมป์" ไฟเขียวส่งกองกำลังเพิ่มเติมไปอ่าวเปอร์เซียตามคำเรียกร้องของซาอุฯ, UAE   นายมาร์ค เอสเปอร์ รมว.กลาโหมของสหรัฐเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดน…
08:46 ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดลบ 11.50 จุด เหตุปอนด์แข็งกดดันหุ้นส่งออก   ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (20 ก.ย.) โดยหุ้นกลุ่มส่งออกถูกก…
08:42 ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก แรงซื้อหุ้นกลุ่มน้ำมัน,ธนาคารหนุนตลาด   ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (20 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนพากันเข้าซ…
08:33 ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก นลท.ขานรับแนวโน้มเศรษฐกิจเชิงบวก   ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายท…

คอลัมน์: โลกการค้า: เครื่องยนต์ทุกตัวเดี้ยง..เหตุต้องหั่น จีดีพี...

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562 00:00:10 น.
ที่มา : ธนาคารทหารไทย

ท่ามกลางกระแสโหมกระพือของรัฐบาลและหลายภาคส่วนที่ไม่กล้าจะเห็นแย้งกับรัฐบาล...ที่บอกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ลอตล่าสุด 3 แสนล้าน" น่าจะช่วยให้ จีดีพีของไทยเติบโตได้ในระดับ 3%....โลกการค้า...บังเอิญไปเห็นบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง...ว่าด้วยเรื่องการเติบโตของ จีดีพีไทย ปีนี้...เห็นว่าเป็นข้อมูลที่ดี ควรจะนำเอามาประกอบการตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น...ก็เลยขอโอกาสหยิบนำมาเสนอ....

TMB Analytics...ระบุว่าขอปรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี'62 เหลือ 2.7% จากเดิมมองที่ 3.0% เหตุตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีแรกแย่กว่าคาด ทำให้แรงส่งต่อไปยังในช่วงที่เหลือมีข้อจำกัด มองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐช่วยพยุงการบริโภคในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกสงครามการค้าถึงทางตัน จึงยากที่จะเห็นส่งออกกลับมาในปีนี้ ลุ้นปีหน้าเศรษฐกิจกลับมาโตได้ 3%

ทั้งนี้มองสถานการณ์ส่งออกไทยทรุด ฉุดไม่อยู่ หดตัว 2.7% เหตุซัพพลายเชนโลกได้รับ ผลกระทบมากกว่าคาด คาดหดตัวเกือบทุกตลาดส่งออก สำคัญ ได้แก่ จีน (-5.5%) อาเซียน (-4%) ยุโรป (-2.7%) และในเกือบทุกสินค้าสำคัญ สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างประเทศทั้งเศรษฐกิจหลักที่เป็นคู่ค้าชะลอตัวมากขึ้น และแรงกดดันสงครามการค้า ที่ต้องลุ้นผลการเจรจาในแต่ละรอบ รวมทั้งหากสหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนที่อัตรา 25% จากทุกประเทศ (มาตรา 232) ในเดือน พฤศจิกายน จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งของไทยคิดเป็น 11% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สอดคล้องกับที่ IMF ปรับประมาณการ การค้าโลกลงจาก 3.4% เหลือเพียง 2.5% นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอีกปัจจัยที่มีส่วนทำให้ยังคงไม่เห็นการฟื้นตัวของการส่งออกได้เร็วในปีนี้

ส่วนเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติพลาดเป้า....เพราะขยายตัวแค่ 2% อยู่ที่ 39.1 ล้านคน ชะลอลงมากจากปี'61 ที่ขยายตัว 7.5% ปัจจัยลบยังคงเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเดินทางเข้าไทยน้อยลงจากเดิม ทั้งปีเราอาจเห็นตัวเลขแตะ 40 ล้านคน กอปรกับสถานการณ์บาทแข็งทุบสถิติส่งผลกระทบต่อภาค การท่องเที่ยวอีกด้วย โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับเงินหยวน จึงไม่แปลกที่จะเห็นนักท่องเที่ยวจีน ยังนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อยู่แต่กลับมาเที่ยวไทย ลดลง เพราะค่าเงินทั้งสองสกุลนี้ไม่ได้แข็งค่ามาก เมื่อเทียบกับค่าเงินหยวน

ส่วนการลงทุนภาครัฐ ชะลอกว่าคาด เหตุรองบประมาณปี'63 การเบิกจ่ายงบลงทุนมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้า โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ อีกทั้ง ถ้าเทียบเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลกลาง และรัฐวิสาหกิจแล้วก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากนัก โดยเฉพาะ งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่ลดลงจากปีก่อนเกือบ 25% เหลือเพียง 3.33 แสนล้าน จาก 4.45 แสนล้าน ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม จากความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณปี'63 จะทำให้เริ่มเห็นเม็ดเงิน จากการลงทุนภาครัฐ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในปีหน้า

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนส่อเค้าไม่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งปีคาดโตได้ 1.8% แม้บริษัทไทยจะมีสภาพคล่องเหลือ แต่ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าปีที่ผ่านมาโดยอยู่ที่ระดับ 68% กดดันความต้องการขยายการลงทุน สะท้อนจากความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่อยู่ระดับต่ำกว่า 50 เป็นไตรมาสแรกในรอบเกือบสามปี อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มการลงทุนเอกชนจะเริ่มปรับดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสี่เป็นต้นไปจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนของรัฐบาล ทั้งนโยบายภาษีและการช่วยเหลือ SME ผ่านมาตรการสินเชื่อ

ด้านการบริโภคภาคเอกชนเป็นแรง ขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยทั้งปีคาดขยายตัวได้ 3.8% จากแรงหนุนเพิ่มจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มต้นปลายไตรมาสสาม ในช่วงครึ่งปีแรกการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวถึง 4.9% หลักๆ มาจากแรงซื้อสินค้าไม่คงทน ซึ่งสอดคล้องกับหนี้ครัวเรือนไทยที่พุ่งขึ้นเร็วมากอยู่ที่ 13 ล้านล้านบาท โดย 1 ใน 3 เป็นสินเชื่อ ส่วนบุคคล สำหรับในช่วงที่เหลือ ปัจจัยกดดันการบริโภคประกอบด้วยการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สถานการณ์ภัยแล้ง และปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งในช่วงต่อไปจะมีข้อจำกัดของการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อย จากแนวโน้มการนำมาตรการควบคุมภาระหนี้สินต่อรายได้ (DSR) มาใช้ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการปรับเพิ่มเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระตุ้น การบริโภคในประเทศ รวมวงเงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก ภัยแล้งอีกกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งในส่วนของสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น หากเทียบเคียงกับเอลนีโญ ปี 2558 และไม่มีมาตรการบรรเทาผลกระทบ จะส่งผล ให้รายได้เกษตรกรลดลงประมาณ 11%

คาด ธปท. ลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในไตรมาส 4  ทำให้อยู่ในระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ และอาจลดได้อีก 1 ครั้ง ถ้าเศรษฐกิจแย่กว่าคาด และเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย จากการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดมาอยู่ที่ระดับ 1.50% และเริ่มเห็นการส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังระบบธนาคารพาณิชย์แล้ว แต่เศรษฐกิจที่ยังมีความเสี่ยงสูง การใช้ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะเป็นแรงช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับ ธปท.มีมาตรการ Macroprudential เพื่อดูแลความเสี่ยงในเรื่องเสถียรภาพการเงิน

ค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มแข็งค่า แตะ 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่า 6% ธปท.หั่นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.50% ในเดือนสิงหาคม แต่ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 30.83-30.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุผลหลักที่นักลงทุนยังมองเงินบาทเป็นสินทรัพย์เสี่ยงน้อย ขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นๆในเอเชียในช่วงนี้อ่อนค่าลงตาม เงินหยวนจากการที่ทางการจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าจนทะลุ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ดุลการค้าของไทยที่คาดว่าจะยังเป็นบวกถึงแม้ว่า ส่งออกจะโตติดลบ การท่องเที่ยวที่แม้ชะลอแต่ยังขยายตัวได้ และกระแสเงินทุนที่ยังมีแนวโน้มเป็นไหลเข้าสุทธิ จะเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง