คอลัมน์: สกู๊ปพิเศษ: 'ฟินแลนด์-เดนมาร์ก' ต้นแบบปฏิรูปพลังงานสะอาด

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562 00:00:33 น.

"ฟินแลนด์ (Finland) และ เดนมาร์ก (Denmark)" เป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 และ 2 "ดินแดนที่ผู้คนมีความสุขที่สุดในโลก" จากรายงาน World Happiness Report 2019 โดยหน่วยงาน Sustainable Development Solutions Network (SSDN) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) สำหรับ ฟินแลนด์ เป็นการครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แม้จะเป็นชาติที่เก็บภาษีสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่รัฐบาลนั้นชัดเจนมากเรื่องนโยบายด้านสังคมด้วยการนำเงินภาษีมาดูแลประชาชนแบบรัฐสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย จึงทำให้ชาวฟินแลนด์มีคุณภาพชีวิต ที่ดี ส่วน เดนมาร์ก นั้นคุณภาพชีวิตของผู้คนไม่ต่างกัน ทำให้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 จากเดิมอันดับ 3 ในปี 2018

สิ่งหนึ่งที่เป็นพื้นฐานถึงความสุขของผู้คนในการจัดอันดับข้างต้นนั้นมาจาก "สิ่งแวดล้อม" เพราะสิ่งแวดล้อมมีผลต่อคุณภาพชีวิต เป็นปัจจัย ที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต มีส่วนทำให้คุณภาพของมนุษย์ไปในทางที่ดีและไม่ดี ซึ่งทั้งสองประเทศนั้นได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ

นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการศึกษาดูงานนโยบายจัดการพลังงานทดแทนในสหพันธรัฐฟินแลนด์ และราชอาณาจักรเดนมาร์ก ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำโดย นายไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย ประธานบอร์ด และ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ปตท. ได้นำคณะสื่อมวลชนอาวุโสไปดูงานด้าน "พลังงานสะอาด" ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีส่วนพัฒนาความสุขของผู้คนทั้งสองประเทศให้พุ่งทะยานในระดับโลก

สำหรับ "ฟินแลนด์" รัฐบาลเองได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า "ภายในปี 2030 (พ.ศ.2573) ฟินแลนด์จะต้องใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้มากกว่าร้อยละ 50 ของการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศ" และไม่ได้เป็น เพียงการกล่าวลอยๆ แต่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นด้วย

โดยในปี 2017 (พ.ศ.2560) สัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของฟินแลนด์ อันดับ 1 ร้อยละ 34 มาจากพลังงานนิวเคลียร์ รองลงมา ร้อยละ 24 พลังงานน้ำ อันดับ 3 ร้อยละ 17 มาจากพลังงานชีวมวล (Biomass & Waste) อันดับ 4 ร้อยละ 13 ถ่านหิน อันดับ 5 ร้อยละ 7 พลังงานลม และอันดับ 6 ร้อยละ 5 ก๊าซธรรมชาติ ซึ่ง กระทรวงเศรษฐกิจและการจ้างงาน (Ministry of Economics Affairs and Employment) ของฟินแลนด์ วางภารกิจไว้คือสร้างฐานในทุกด้านเพื่อให้อุตสาหกรรม และภาคเอกชนสามารถแข่งขันได้

โดยใช้จุดแข็งคือคุณภาพคนเพื่อสร้างการเติบโตในประเทศไปสู่ระดับนานาชาติ และสร้างความสุขเพื่อตอบแทนประชาชนให้มีคุณภาพ ชีวิตสูง ดังนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจของฟินแลนด์จึงตั้งอยู่บนฐานคิดที่ต้องป้องกันและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน อาทิ 1.ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยในปี 2035 (พ.ศ.2578) จะต้องให้การปล่อยเท่ากับการดูดกลับจากสิ่งแวดล้อมให้มีค่าเท่ากับศูนย์

2.ในประเทศต้องมีพื้นที่ป่าปกคลุมทั้งสิ้นร้อยละ 71  โดยรัฐบาล จะต้องรักษาสมดุล การใช้ทรัพยากรป่าไม้สำหรับภาอุตสาหกรรม 3.ใช้พลังงานอย่างประหยัดและสะอาด ตั้งเป้าการใช้พลังงานของประชากรอยู่ที่ 70 MWh/capita การใช้พลังงานจากไม้คิดเป็นร้อยละ 27 ของแหล่งพลังงาน และจะลดการใช้พลังงานฟอสซิล (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) ลงอีกร้อยละ 50 ในปี 2030 (พ.ศ.2573)

อีกทั้งจะยุติการใช้พลังงานจากถ่านหินอย่างเด็ดขาดในปี 2029 (พ.ศ.2572) 4.ใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคขนส่งมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนต่ำ เช่น ตั้งเป้าการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio Fuel) ร้อยละ 20 ภายในปี 2020 (พ.ศ.2563) 5.สร้าง สิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) ปัจจุบันจำนวน EV ในฟินแลนด์ยังต่ำอยู่หากเทียบกับประเทศในสหภาพยุโรป (EU)

"ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลจึงต้องร่วมกันพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน คือแท่นเติมประจุให้พร้อม" นอกจากนี้รัฐยังมีการจัดการภาษี การจำกัดการผลิต การส่งเสริมการลงทุนและการสนับสนุนรถไฟฟ้า อีกทั้งมีการส่งเสริมงานวิจัย เพื่อการลดต้นทุนให้มากที่สุดจำนวน 500 ล้านยูโรต่อปี

และ 6.ตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และจะต้อง ดำเนินการบางอย่างเพื่อเปลี่ยนผ่านรูปแบบการใช้พลังงานที่ยั่งยืนและทำอย่างรอบคอบชาญฉลาดด้วย นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างจากบริษัท "Fortum" ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 3 ของฟินแลนด์ ซึ่งรัฐบาลถือหุ้น ร้อยละ 50.76 (พ.ศ. 2561) "2 ใน 3 ของพลังงานไฟฟ้าที่ Fortum ผลิตมาจากพลังงานน้ำและนิวเคลียร์" โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ใน EU

ทั้งนี้ "CEO ของ Fortum เห็นว่าต้องมีการตอบสนองต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน" เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม "การใช้พลังงานที่ไม่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องกระทำในทุกภาคส่วน" และพลังงานไฟฟ้า สะอาดจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในอนาคตอันใกล้ คือหลังจาก ปี 2020 (พ.ศ.2563) เป็นต้นไป อีกทั้งการเติบโตของเมืองและประชากร รวมถึงการตระหนักถึงปัญหาขยะ จะทำให้ตลาดการจัดการขยะ และพลังงานจากขยะเติบโตอย่างรวดเร็วแทนการฝังกลบ

ด้าน "Bell Labs" บริษัทวิจัยอุตสาหกรรมและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ในเครือ "โนเกีย (Nokia)" ธุรกิจคมนาคมยักษ์ใหญ่ของฟินแลนด์ ได้วิเคราะห์ "ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อบริษัทพลังงาน ในอนาคต" ได้แก่ การพัฒนาพลังงานทดแทน ประสิทธิภาพของการ จัดเก็บพลังงาน และกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ซึ่งสถานการณ์พลังงานโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมลดต่ำลงอย่างมาก

สำหรับ "เดนมาร์ก" เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คณะสื่อมวลชนมีโอกาสได้ไปดูงานในครั้งนี้ ซึ่งคุณภาพชีวิตของชาวเดนมาร์กก็ไม่ต่างจากชาวฟินแลนด์ กล่าวคือแม้จะเก็บภาษีสูงแต่ก็มีสวัสดิการที่ดีเยี่ยม และรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างมากเช่นกัน

รัฐบาลเดนมาร์กตั้งเป้าหมายไว้ว่า "ภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด หรือ 100% ในประเทศจะต้องเป็นพลังงานหมุนเวียน" และลงมือทำไปแล้วอย่างมากด้วย โดยในปี 2017 (พ.ศ.2560) กำลังการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 49 มาจากพลังงานลม รองลงมา ร้อยละ 22 คือถ่านหิน อันดับ 3 พลังงานชีวมวล ร้อยละ 19 ก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 7 และพลังงานแสงอาทิตย์ ร้อยละ 3 จะเห็นได้ว่าหากนับเฉพาะพลังงานลม ชีวมวล และแสงอาทิตย์ พลังงานหมุนเวียนที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในเดนมาร์ก จะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 71 หรือเป็นส่วนใหญ่เลยทีเดียว

"แซมโซ (Samso)" เกาะเล็กๆ เนื้อที่เพียง 112 ตารางกิโลเมตร ประชากร 3,724 คน ที่นี่กลายเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของประเทศเดนมาร์กในฐานะ "ต้นแบบดินแดนแห่งพลังงานหมุนเวียน" พลังงานไฟฟ้า บนเกาะแห่งนี้ทั้งหมดมาจากกังหันลมที่ติดตั้งทั้งบนเกาะและในทะเล และจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ขณะที่ระบบทำความร้อนบนเกาะร้อยละ 70 ใช้พลังงานชีวมวล

เกาะแซมโซถูกเลือกจากรัฐบาลเดนมาร์กให้เป็นพื้นที่นำร่องโครงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 1997 (พ.ศ.2540) โดยตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2030 (พ.ศ.2573) บนเกาะจะต้องปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเด็ดขาด อาทิ ติดตั้งปั๊มความร้อนใน โครงข่ายความร้อนแบบรวมศูนย์ เปลี่ยนระบบขนส่งเป็นระบบไฟฟ้า และขยายการใช้พลังงานชีวมวลจากระบบความร้อนไปสู่ภาคขนส่ง

"จากฟินแลนด์และเดนมาร์ก..ย้อนกลับมาประเทศไทย" ในปี 2018 (พ.ศ.2561) กำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 69 ยังมา จากเชื้อเพลิงฟอสซิล (ก๊าซธรรมชาติ) รองลงมา ร้อยละ 20 เป็นถ่านหิน อันดับ 3 ร้อยละ 5 พลังงานชีวมวล อันดับ 4 พลังงานน้ำ ร้อยละ 3 และอันดับ 5 ร้อยละ 2 พลังงานแสงอาทิตย์ ถ้าเทียบกับทั้ง 2 ชาติข้างต้น ในปีเดียวกัน

ความเหมือนของทั้งฟินแลนด์และเดนมาร์กอยู่ที่ "ความมุ่งมั่น ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบกับมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ" จึงทำให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบทเรียนจากทั้ง 2 ชาติน่าจะสามารถนำมาปรับใช้ในแผนปฏิรูปพลังงานสะอาดของประเทศไทยได้ไม่มากก็น้อย!!!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง