ผมทำอาหารด้วยความรัก รักที่จะทำ และรักที่เห็นคนกินแล้วมีความสุข

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562 00:00:26 น.

การใส่ใจกับความต้องการของคนกิน ความพิถีพิถันในการเลือกสรรวัตถุดิบ แล้วก็คิดคำนึง ทุกอย่างว่าเมื่อเขากินไปแล้ว เขาจะมีความสุขหรือไม่ หรือถ้าเราทำไม่ดี เขากินไปแล้ว เขาต้องเข้าไปรักษาตัว ในโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญ เป็นอย่างมาก

สัปดาห์นี้แนวหน้าวาไรตี้ โดย ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย พาคุณไปสนทนากับ เชฟเติ้ล-ภูวเดช เตชะจิรัฏกาล เชฟคนไทยที่มีฝีมือปรุงอาหารได้ หลากหลายชนิด แล้วก็อร่อยทุกจาน

ขออภัยที่ต้องถามว่า เคยมีลูกค้าไม่เชื่อในฝีมือบ้างไหม เพราะเนื่องจากเชฟเติ้ลมีหน้าตาที่ละอ่อนมาก

(หัวเราะ และยิ้มอารมณ์ดี) ก็มีบ้างครับ แรกๆ เขาก็คงนึกว่าไอ้ตี๋คนนี้หรือจะมาทำอาหารให้อั๊วกิน แต่ขอเรียนว่า ผมเป็นคนหน้าตาละอ่อน แต่อายุไม่ละอ่อนแล้วครับ

จริงหรือ ดูหน้าตาเหมือน 20 ต้นๆ เท่านั้น
ผมอายุมากกว่า 26 ปี แต่ไม่ถึง 30 ปีครับ (หัวเราะ)
เป็นเชฟมากี่ปีแล้วครับ
เริ่มตั้งแต่อายุ 16 ครับ เป็นมาจนถึงตอนนี้ อายุมากกว่า 26 แต่ยังไม่ถึง 30 ปีครับ (หัวเราะ)
เรียนทำอาหารมาจากที่ไหนครับ ต่างประเทศหรือในประเทศ หรือว่าทำอาหารเก่งมาจากบ้าน หรือว่าเป็นแบบครูพักลักจำ
สองอย่างรวมกันครับ คือครูพักลักจำก่อน แล้วก็ไปเรียนทำอาหารด้วยครับ
เรียนจากที่ไหนครับ
วิทยาลัยดุสิตธานีครับ
แล้วที่บอกว่าครูพักลักจำด้วย ไปลักจำจากไหนมาครับ หรือว่าที่บ้านมีคนทำอาหารเก่ง แล้วจำมาจากที่บ้าน

ที่บ้านไม่ได้ทำอาหารเก่งหรอกครับ แต่ตัวผมเอง ในสมัยเด็กๆ ไม่รู้จะทำอะไรดีแล้วมีสตางค์ใช้ คือ ผมอยากมีสตางค์ใช้ โดยไม่ต้องขอเงินจากที่บ้านทุกวัน ผมก็พยายามคิดว่าจะทำอะไรดีหนอ เพื่อให้มีสตางค์ใช้ จริงๆ แล้วสมัยเด็ก ผมไม่ได้ชอบทำอาหารครับ แต่เห็นว่าเพื่อนบางคนมีงานทำ มีเงินซื้อของ ซื้อขนมกิน เราก็ อยากมีบ้าง ผมจึงคิดว่าไปหางานทำบ้างดีกว่า ตอนนั้น ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ในความเป็นจริงนั้น คนทั่วไปก็ไม่อยากรับเด็กอายุ 15-16 ปี เข้าทำงาน ผมจึงคิดว่าน่าจะไปทำงานที่ร้านอาหาร เพราะอย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องใช้ฝีมือ เนื่องจากเขาไม่ยอมให้เราทำอาหารอยู่แล้ว เมื่อไปถึงร้านไปถามหางาน เขาก็บอกว่า เออ อาตี๋ ลื้อไปล้างจานในครัวก็แล้วกัน เพราะลื้อทำอาหารไม่เป็น

แล้วตกลงอาตี๋ยอมล้างจานไหม

ยอมสิครับ ได้เงินชั่วโมงละ 20 กว่าบาท ผมก็ทำครับ สนุกดี แต่เมื่อล้างจานไประยะหนึ่ง ในครัว ก็ขาดคน เถ้าแก่มาบอกว่า เห็นลื้อล้างจานมานานแล้ว ลื้อลองไปหั่นผักดูไหม ผมก็บอกได้ครับ อันที่จริง ผมไม่เคยทำอาหารเลย อยู่บ้านก็ไม่เคยทำ ไม่เคยเข้าครัว แต่พอมาทำงานในครัว ได้เห็นทุกวัน ได้ค่อยๆ จับๆ หัดๆ ไปเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อย จนวันหนึ่งผมก็ถามตัวเอง จริงๆ แล้วเราชอบเรื่องในครัวหรือเปล่า เมื่อหลายปีก่อนนั้น กระแสเรื่องการทำอาหารในบ้านเรายังไม่ดังเหมือนตอนนี้ หลายคนและที่บ้านยังดูถูกด้วยว่า อาชีพกุ๊ก อาชีพพ่อครัว จะมีเงินเดือนพอกินหรือ บางคนก็ค่อนขอดต่างๆ นานา

แสดงว่า ในช่วงแรกๆ นั้น ที่บ้านไม่สนับสนุนให้ทำอาชีพนี้

ครับ ในตอนแรกไม่สนับสนุนเลย ผมก็บอกว่าขอเวลาได้ไหม ผมอยากทำให้เห็น เขาก็ไม่ว่าอะไร ผมก็ตั้งใจดูจากพ่อครัวว่าเขาทำอะไร ทำอย่างไร ผมใช้เวลาค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เรียนไปเรื่อยๆ นี่คือครูพักลักจำ คือมองเขา ทำอาหารอยู่เรื่อยๆ แล้วค่อยๆ จดจำ ในสมัยก่อนนั้น พ่อครัวหรือเชฟจะค่อยข้างดุ และค่อนข้างหวงวิชา หวงสูตร แต่ผมก็สังเกตเอา ไม่พยายามสร้างความรำคาญให้กับเขา ผมเคยอยู่กับเชฟมาหลายครัว ทั้งจีน ญี่ปุ่น อย่างที่บอกคือเชฟสมัยก่อนจะหวงสูตรอาหาร ไม่ยอมบอกใครง่ายๆ ดังนั้นสูตรอาหารจากเชฟบางคนจึงสูญสลายไปเมื่อเชฟคนนั้นตายไป ผมก็ยังคงช่วยงาน อยู่ในครัว แล้วก็ไปเรียนหนังสือด้วย จนกระทั่งจบมัธยมปลาย เราก็คิดว่า เอ๊ะ เราจะไปเรียนต่อด้านไหนดี

ขอแอบถามนิดหนึ่ง จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดครับ
กรุงเทพฯ ครับ ผมจบจากวัดสุทธิวราราม
ผมเห็นว่าเด็กนักเรียนวัดสุทธิฯ เขาเล่นดนตรีกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่เล่นดนตรีกับเขาบ้างหรือ

ผมไม่มีความสามารถด้านดนตรีเลยครับ และไม่ชอบซ้อมดนตรีด้วย เพราะรู้ว่าซ้อมไปก็ไม่สามารถเอาดีได้ เพื่อนหลายคนเมื่อเขาจบมัธยมปลาย เขาก็ไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ไปเรียนที่จุฬาฯ เกษตรฯ หลายคน แต่ผมเลือกเรียนทำอาหารครับ ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง ก็คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไปเรียน ทำอาหาร โดยเรียนให้จริงๆ จังๆ เพราะตอนนั้นเริ่มทำอาหารเป็นบ้าง แต่ยังไม่เก่ง จึงต้องไปเรียนต่อ

แสดงว่าช่วงก่อนจะไปเรียนต่อนั้น ทำอาหารเป็นบ้างแล้ว ส่วนมากเป็นอาหารอะไรครับ จีนหรือญี่ปุ่น หรือฝรั่ง

ตอนแรกเลยก็อาหารญี่ปุ่น แล้วก็ไปอาหารจีน ครับ เมื่อเรารู้ว่าทำอาหารเป็นอยู่บ้าง ก็ตัดสินใจไปเรียนทำอาหารเสียเลย ไปเรียนให้รู้แล้วรู้รอดไป ไปทำให้ตัวเอง มีวิชาความรู้ด้านทำอาหารอย่างจริงๆ จังๆ ให้มากกว่า ที่เป็นอยู่ พอดีมีผู้แนะนำให้ไปเรียนที่วิทยาลัยดุสิตธานี ผมก็ตัดสินใจไปเรียน เมื่อไปถึงก็คิดว่าเมื่อเข้าห้องเรียนแล้ว เราต้องได้ทำอาหารเลย แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ เพราะช่วงปีหนึ่งนั้นต้องไปนั่งเรียนเลข เรียนการบริหาร เรียนรู้ หลักการบริหารร้านอาหารว่าทำอย่างไรร้านจึงจะไม่ขาดทุน ตอนสมัยผมเรียนชั้นมัธยมผมเกลียดเลขมาก หนีเลขแต่ก็ดันมาเจออีก ก็ต้องอดทนสู้ไป เพื่อตัดสินใจ เรียนแล้วก็ต้องสู้ ระหว่างที่เรียนนั้นมีเพื่อนบางกลุ่มชวนไปสังสรรค์หลังเลิกเรียน ผมบอกว่าไปด้วยไม่ได้ครับ เพราะผมต้องทำงานต่อหลังจากเลิกเรียน ผมเลิกเรียน สี่โมงครึ่ง ผมต้องเข้าที่งานให้ทัน 6 โมงเย็น ต้องไปให้ทัน

ขยันจังเลย ทำงานด้วย เรียนไปด้วย

ก็ต้องทำงานนะครับ เพราะอยากมีเงินใช้ ผมคุย กับเจ้าของร้านอาหารว่า ผมขอเวลาไปเรียนในช่วงเช้า ถึงเย็น แล้วหกโมงเย็น ผมจะมาประจำที่ร้าน ผมทำงานเลิกประมาณ 5 ทุ่ม ผมเจอเจ้าของร้านใจดี และเข้าใจผม เขาให้อนุญาต ผมก็ทำงานกับเขานานหลายปี  ฝึกฝน ฝึกปรือไปเรื่อยๆ แล้วก็พยายามพาตัวเองไปกินอาหารตามที่ต่างๆ ตามแต่จะมีโอกาส ผมคิดว่าอาชีพนี้มีการ เรียนรู้อย่างไม่มีวันจบ ไม่มีที่สิ้นสุด เรียนไปทำงานไป จนเรียนจบ เมื่อจบใหม่ๆ ในตอนนั้น พอตอนนั้น ผมเริ่ม คิดว่าตัวเองเก่ง คิดแบบเหลิง คิดว่าตัวเองเจ๋ง จนวันหนึ่ง มีลูกค้าที่ให้ความคุ้นเคยกับผมมาถามผมว่า ไม่ลองย้ายที่ทำงานหรือ ลองไปพิสูจน์ตัวเองในร้านที่ใหญ่กว่านี้ไหม ลองไปพิสูจน์ฝีมือของตัวเองไหม ผมก็คิดว่าน่าจะลอง คือตอนนั้นอายุ 21 ปีแล้ว ผมจึงไปสมัครงานที่ Water Library วันแรกที่ผมมาทำงานที่นี่ ผมต้องมาเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่ผมไม่มีปัญหากับการเริ่มใหม่ ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ผมเคยเป็นหัวหน้าเชฟครัวไทยมาแล้ว แต่ผมสามารถเริ่มใหม่ได้ แต่บางคนเขาอาจไม่ยอม เขาคิดว่าไม่ต้อง เริ่มต้นใหม่ เพราะเขาเก่งแล้ว แต่ผมคิดเสมอว่าผมยังไม่เก่ง ผมต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม ผมยินดีถอยหลัง กลับมาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะได้สามารถก้าวหน้าได้ เร็วขึ้น และมั่นคงยิ่งขึ้น ผมมาเริ่มงานที่นี่ด้วยตำแหน่งเล็กมาก แต่ก็ไม่มีปัญหา

จากที่เคยเหมือนเชฟใหญ่มาก่อน เมื่อมาเริ่มใหม่เข้าจริงๆ รู้สึกอึดอัดไหมครับ

จริงๆ ครับ ผมมาเริ่มต้นใหม่หมดเลย ผมพยายาม พูดกับตัวเองว่า เราต้องอดทน อาชีพนี้อดทนอย่างเดียว อดทนให้มากครับ อดทนอย่างเดียวเท่านั้นจึงจะทำให้เราอยู่รอด ช่วงแรกที่ผมมาทำงานที่นี่ ในตอนนั้นเชฟใหญ่เป็นคนเยอรมัน เขาเข้มงวดมาก มีความเป็นมืออาชีพ สูงมาก ทุกอย่างต้อง perfect ต้องเป๊ะทุกขั้นตอน ผมไม่เคย เจออะไรที่เข้มงวดแบบนี้มาก่อน เคยเจอแต่คนเอเชียด้วยกัน พูดกันง่าย สบายๆ อะลุ้มอล่วยกันทุกเรื่อง แต่สำหรับที่นี่ไม่ใช่แบบเดิม ทุกอย่างเป็นระบบทั้งหมด ไม่มีการหยวนๆ หรือปล่อยๆ

เท่ากับว่า เชฟเติ้ลได้มาเรียนรู้ระบบใหม่ที่เอาจริงเอาจังมากกว่าเดิม

ใช่ครับ มันเป็นเหมือนการสร้างตัวเองให้อยู่ในระเบียบวินัยของสายอาชีพนี้มากยิ่งขึ้นครับ อาชีพนี้ถ้าเราไม่แคร์ ไม่สนใจคนที่มารับประทานอาหารของเรา เราก็จะ คิดว่าทำอะไรก็ได้ ทำผ่านๆ ไปแต่สำหรับผม ผมได้เรียนรู้ ว่า เราต้องทำให้ดีที่สุด และต้องดีขึ้นทุกวัน เพราะมันมีผลต่อรสชาติอาหาร รูปลักษณ์ของอาหาร และที่สำคัญคือเราจะคิดว่าเราทำอาหารอร่อยเพียงอย่างดีไม่ได้ เราต้องให้ความใส่ใจอย่างมากกับคนรับประทานอาหารด้วย

พูดตรงๆ ก็คือ เราต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกด้าน ใช่ไหมครับ ทั้งเรื่องรสชาติและคุณภาพอาหาร รูปร่างหน้าตาของอาหาร และใส่ใจสุขภาพของเขาด้วย

ใช่ครับ เราต้องรู้ว่าเขาแพ้อะไรหรือไหม เพราะถ้าเขากินของที่เขาแพ้เข้าไป เราจะต้องรับผิดชอบด้วย เราจึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด ผมเห็นว่าอาชีพนี้ไม่ใช่แค่ทำอาหารให้เขากินเท่านั้น แต่เราต้องรู้หลักการบริหารร้านด้วย เราต้องเข้าใจหลักการบริหาร เราต้องทำให้ร้านอยู่รอดให้ได้ เราต้องดูแลคนในแผนกของเราอย่างไร ให้งานเดินไปอย่างราบรื่น เราต้อง create อาหารอย่างไร และวางรูปลักษณ์อาหารในจานอย่างไรให้น่ารับประทานมากที่สุด แล้วเรายังต้องรู้ว่าลูกค้าคนนี้แพ้อะไรบ้าง หรือบางอย่างที่ทำให้เขาแพ้ เพราะถ้าเขาแพ้จนต้องเข้า โรงพยาบาลจะเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยรวมแล้วอาชีพนี้ มีความละเอียดอ่อนมากครับ อีกสิ่งหนี่งที่สำคัญคือ ผมต้องการให้ลูกค้าที่มารับประทานอาหารของผมรู้สึก สบายมากที่สุด แต่เป็นความสบายแบบ perfect โดยเฉพาะกับลูกค้าคนไทย ผมอยากให้เขารู้สึกว่าเหมือน รับประทานอาหารในบ้านของตนเอง หรือกำลังทานอาหาร กับเพื่อน ๆ สนิทที่รู้ใจกัน

เท่าที่แอบทราบมาคือ เชฟเติ้ลมีลูกค้าประจำที่มารับประทานอาหารที่นี่เกือบทุกวัน หรือบางวันมา รับประทานมากกว่าหนึ่งมื้อ อย่างเช่นครอบครัวของ คุณยศ กับ ดร.นฎาประไพ เอื้อชูเกียรติ และคนดัง อีกหลายกลุ่ม มีเคล็ดลับอะไรที่ดึงดูดใจลูกค้าดังๆ ให้มากินเป็นประจำได้

ข้อแรกคือ เราต้องชิมอาหารให้มากที่สุด เพื่อให้เรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า ข้อสองคือ เราต้องรู้จักวัตถุดิบแต่ละตัวให้ลึกซึ้ง ของบางอย่างเหมือนทำอาหารได้ง่าย แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะอร่อยที่สุด คือต้องเพิ่มมูลค่าเข้าไปให้ลูกค้าจดจำ ผมเน้นการทำอาหารให้คนกิน กินแล้วรู้สึกว่า สามารถกินได้ทุกวัน และอยาก กินอาหารชนิดนั้นเรื่อยๆ โดยไม่เบื่อ สำหรับลูกค้าประจำนั้น ผมจะพยายามทำให้ทุกท่านสามารถรับประทานอาหารแบบเดิมๆ ได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ ส่วนลูกค้าอื่นๆ นั้น แม้ บางท่านจะไม่ได้มารับประทานบ่อยๆ แต่ผมก็พยายามจะทำให้ทุกท่านมารับประทานให้บ่อยที่สุด ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่ากินข้าวผัดได้ทุกวัน หรือกินผัดกะเพรา ได้ทุกวัน เพราะมันอร่อย และกินแล้วไม่เบื่อ ผมตั้งใจ แบบนั้นครับ ผมเป็นคนไม่หวงสูตรอาหาร เมื่อลูกค้าถาม ผมก็บอกทั้งหมด แต่บางคนบอกว่าเอาไปทำเองก็ไม่อร่อยเหมือนมากินฝีมือผม ผมก็ได้แต่ยิ้ม เพราะผมรู้ดีว่าอาชีพของผมมันเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่มี วันจบ ผมต้องเรียนรู้ทุกวันครับ

เคยถูกลูกค้าตำหนิติชมบ้างไหมครับ แล้วเมื่อถูกตำหนิ รู้สึกหงุดหงิดไหมครับ เพราะปกติเชฟใหญ่ๆ เขาจะมั่นใจในฝีมือตัวเองมาก

ผมไม่หงุดหงิดครับ แต่ผมจะเก็บไปคิดทบทวนหาข้อบกพร่อง แล้วขอเชิญลูกค้าว่า วันหน้ามาทานใหม่นะครับ จะทำให้ดีขึ้น ผมเชื่อว่าลูกค้าไม่โกหก เขาเป็น ผู้อุดหนุนเรา เราต้องตามใจ ถ้าอยากทานอะไร เราก็ต้องตามใจเขา ไม่ว่าจะอยู่ในเมนูหรือนอกเมนู สุดท้ายแล้ว เขาคือผู้จ่ายเงินให้เรา เรามีหน้าที่สนองความต้องการทำให้เขาพอใจมากที่สุด

ขอถามเรื่องอาหารง่ายๆ ที่ทำแล้วลูกค้ากินได้ทุกวัน โดยไม่เบื่อ ผมชอบคำนี้ โดยเฉพาะคำที่ว่า ทำให้เหมือนกับ กินข้าวผัดทุกวัน แล้วรู้สึกอร่อยทุกวัน เรื่องแบบนี้ยาก นะครับ เพราะบางคนเวลากินอะไรบ่อยๆ ก็เบื่อ บางทีกินก๋วยเตี๋ยวทุกวันก็เบื่อ อย่างลูกค้าของที่นี่หลายคน ที่ผมรู้จัก เมื่อมาที่นี่ทุกครั้ง ก็ต้องสั่งอาหารเดิมๆ ทุกครั้ง นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์นะครับ

ใช่ครับ เวลาผมทำอาหาร ผมจะไม่อยู่หลังบ้านอย่างเดียว ผมจะออกมาข้างนอก เดินเช็คดูนั่นดูนี่ ผมจะสังเกตว่าทำไมลูกค้ารายนี้ เขาจึงสั่งเมนูเดิมๆ ตลอด เมื่อเห็นแล้ว ผมก็กลับไปกินบ้าง เพื่อจะได้รู้รสชาติที่ เขาชอบ เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลามากพอสมควรครับกับการที่จะจดจำให้ได้ว่าแต่ละคนชอบอะไร ชอบแบบไหน ผมใส่ใจรายละเอียด เหมือนทำการบ้าน ผมต้องรู้ชื่อ แขกประจำ ต้องรู้ว่าเขาชอบทานอะไรเป็นพิเศษ เมื่อเขา มาถึงร้าน เราต้องทำให้เขาประทับใจมากที่สุด นี่คือเคล็บลับ ผมเห็นว่าเชฟทุกคนทำอาหารให้อร่อยได้ แต่ไม่ใช่เชฟ ทุกคนสามารถทำให้ลูกค้าประทับใจได้

เวลาเชฟคิดสูตรใหม่ๆ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ลูกค้าอยากลองรับประทานครับ

หว่านล้อมก่อนครับ เช่น วันนี้ผมมีเนื้อชั้นดีมาจากญี่ปุ่นมา อยากให้ลองดูครับ ถ้าไม่ชอบไม่คิดสตางค์ครับ แต่สุดท้ายแล้ว ลูกค้าชอบหรือไม่ชอบ เขาจะบอก เราตรงๆ ครับ ถ้าลูกค้าบอกไม่อร่อย เราก็จะเก็บไป เป็นการบ้าน กลับมาครั้งหน้าผมจะขอเสิร์ฟจานเดิม เสิร์ฟจน เขาเบื่อ ไม่อร่อยไม่ต้องจ่ายสตางค์ เราต้องทำจนกว่าเขาจะยอมรับว่าอร่อย เราต้องสู้ไปเรื่อยๆ หรืออย่างเช่น ปลา ก็มีหลายประเภท เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าชอบ เนื้อปลาประเภทไหน แล้วเราต้องทำให้รสชาติอาหารที่ทำนั้น มีความพิเศษ มีความสนุก คือคนกิน กินแล้วสนุก อาหารแต่ละคอร์สต้องดึงดูดให้ลูกค้ากินแล้วสนุก และอร่อย เรื่องปลานั้น เราต้องรู้ชนิดของเนื้อปลา ต้องรู้ว่าแต่ละชนิดมีไขมันไม่เท่ากัน ปลาบางชนิด ถ้าปรุงสุกมากไปก็ไม่อร่อย เพราะเนื้อแข็งเกินไป บางประเภทกินแบบสุกไม่มากนัก เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาเรียนรู้ครับ

จะฝากบอกอะไรถึงคนที่มีลูกหลานอยากเป็นเชฟบ้างครับ

ถามเขาให้แน่ใจว่าสนใจจริงไหม ถ้าเขาสนใจจริง ก็สนับสนุนเขาเลยครับ ส่วนลูกหลานที่คิดว่าสนใจ ก็ต้องถามตัวเองให้แน่ว่าสนใจจริงไหม ถ้ามั่นใจก็เดินหน้าต่อเลยครับ ตอบตัวเองให้ชัดเสียก่อนว่าสนใจจริงหรือไม่

บางคนบอกว่า เชฟดังๆ ฝีมือดีๆ ต้องจบจากสถาบัน ดังๆ จากต่างประเทศ มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรครับ

ถ้ามีโอกาสไปเรียนต่างประเทศได้ก็ดีครับ แต่ถ้ายังไม่มีโอกาส หรือยังมีข้อจำกัดยังไปไม่ได้ ก็เรียน ในบ้านเราได้ครับ มีความรู้มากมายครับ ขอแค่ใจสู้และเอาจริงเท่านั้นครับ ทุกอาชีพไม่มีอาชีพไหนที่แค่ปีสองปี แล้วประสบความสำเร็จ ต้องใช้เวลาครับ

คุณสามารถพบรายการดีที่ครบครันด้วยสาระ และความบันเทิง รายการ แนวหน้าวาไรตี้ ออกอากาศ ทุกวันอาทิตย์ เวลา16.00-16.25 น. ทางโทรทัศน์ TNN2 ช่อง 784 ดิจิทัลทีวี หรือ True Visions 8 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ผู้หญิง แนวหน้า by คุณแหน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง