นักวิชาการเผย4ตำบลภาคตะวันออกเสี่ยง'อากาศเปลี่ยน'แนะเกษตรกรปรับตัว

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 28 สิงหาคม 2562 00:00:58 น.

ผศ.ดร.ณรงค์ พลีรักษ์ อาจารย์คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะผู้ทำวิจัย "โครงการวิจัยการปรับตัวของการทำเกษตรกรรมจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด" กล่าวว่า แม้จะดำเนินการแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี 2556 แต่ข้อค้นพบที่ได้สามารถใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ และเพื่อใช้วิเคราะห์ในการวางแผนป้องกันหรือหาแนวทาง ในการแก้ปัญหาล่วงหน้าได้ต่อไปเพราะในอีก 20 -30 ปีข้างหน้าพื้นที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้

ซึ่งสาเหตุที่ตนเลือกทำวิจัยเรื่องนี้เพราะมองว่าประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นประเด็นที่สำคัญ ไม่ว่าภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้น หรือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ล้วนเป็นผลพวงจากภูมิอากาศทั้งสิ้น แน่นอนว่าเมื่อภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อม ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และการท่องเที่ยว รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการน้ำเป็นหลัก เป็นที่มาของการสร้างแบบจำลองเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ในแต่ละจังหวัด

ผศ.ดร.ณรงค์กล่าวต่อไปว่า สำหรับการคำนวณค่าดัชนีความเปราะบาง ของการทำเกษตรกรรม (Agricultural Vulnerability Index : AVI) นั้น มีปัจจัยที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อการสร้างแบบจำลองความเสี่ยง ได้แก่ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ปริมาณน้ำท่า ปริมาณน้ำในดิน จำนวนครั้งการเกิดอุทกภัย ดินโคลนถล่ม วาตภัย ภัยแล้ง ระยะห่าง จากบ่อน้ำบาดาล และแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งผลที่ได้ทำให้ทราบถึงระดับความเปราะบางหรือความเสี่ยงของเกษตรกรที่เกิดจากปัจจัยทางด้านภูมิอากาศเป็นรายตำบล

"4 ตำบลของ 4 จังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี, ต.บ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง, ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และต.ห้วยแร้ง อ.เมือง จ.ตราด นอกจากนี้ยังพบว่าทั้ง 4 ตำบล มีรูปแบบการปลูกพืชคล้ายคลึงกัน โดยพืชที่ปลูก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง สับปะรด ปาล์มน้ำมันและผลไม้ จากการสัมภาษณ์เกษตรกรในพื้นที่ พบว่า ภาวะภัยแล้งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมากกว่าโดยเฉพาะการปลูกผลไม้ที่ใช้น้ำในปริมาณมาก" ผศ.ดร.ณรงค์ กล่าว ผศ.ดร.ณรงค์ระบุว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรได้ปรับตัวด้วยการขุดบ่อน้ำเพื่อใช้ในฤดูร้อนเพื่อแก้ปัญหา ส่วนชาวนาในพื้นที่ เช่นที่ ต.บ้านค่ายก็มีการปรับตัวเช่นกัน เช่น เดิมปลูกข้าวสูงสุด 3 ครั้งต่อปี ทำนาปี 1 ครั้ง ทำนาปรัง 2 ครั้ง กรณีที่ปีไหนฝนตกน้อยก็จะชะลอหรือเลื่อนช่วงเวลาในการปลูกออกไป หรืออาจไม่ปลูกข้าวนาปี ส่วนนาปรังอาจอาศัยน้ำชลประทาน เป็นต้น ขณะที่น้ำท่วมนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชมากนัก เพราะเป็นการเกิดน้ำท่วมเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ที่ได้จะแสดงออกมาในรูปแผนที่ เช่น พื้นที่เสี่ยงข้อมูลปริมาณน้ำฝน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นรายปี ทำให้รู้ว่าแต่ละตำบลมีความเสี่ยงแค่ไหน โดยนำปัจจัยต่างๆ ที่ได้จากการสำรวจมาทำการวิเคราะห์รวมกัน และเลือกพื้นที่ความเสี่ยงเพื่อนำมาเป็นพื้นที่ทดลอง ข้อดีของข้อมูลที่เป็นเชิงพื้นที่ (Spatial Data) คือ สามารถแสดงในรูปของแผนที่ได้ ทำให้รู้ว่าแต่ละตำบลมีความเสี่ยงอยู่ตรงไหนบ้าง

ผศ.ดร.ณรงค์ยังกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการเพื่อลดผลกระทบของการทำการเกษตรกรรมจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มี 3 เรื่อง คือ 1.การกำหนดปฏิทินการปลูกพืชตามปริมาณน้ำในดิน ได้แก่ ข้าว สับปะรด และมันสำปะหลัง 2.การเปลี่ยนชนิดพืชตามปริมาณน้ำฝนและชนิดของดิน โดยในการวิจัยนี้ได้เสนอการวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกสบู่ดำและมะเยาหินซึ่งพืชทั้งสองชนิดนี้เป็นพืชน้ำมันเหมือนกัน

โดยปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมสำหรับการปลูกสบู่ดำเท่ากับ 900-1,200 มิลลิเมตร/ปี และเหมาะกับการปลูกในดินร่วน พื้นที่ที่เหมาะสมพบใน 3 อำเภอ ของจังหวัดชลบุรี ได้แก่ อำเภอศรีราชา บางละมุง และสัตหีบ ส่วนปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะเยาหินเท่ากับ 640-1,730 มิลลิเมตร/ปี และชนิดดินควรเป็นดินทรายหรือดินร่วน พื้นที่ที่เหมาะสม ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดราชบุรี บางส่วนในจังหวัดระยอง และพบเพียงเล็กน้อย ในจังหวัดจันทบุรี

และ 3.การเปลี่ยนอาชีพหรือการประกอบอาชีพเสริม ในงานวิจัยนี้เสนอให้มีการจัดการและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จากการรวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเบื้องต้นของจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด มีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนรวมทั้งสิ้น 142 แห่ง หากแต่ละชุมชนมีแนวคิด ในการจัดการและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในการทำการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือภัยพิบัติได้

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง