คอลัมน์ส่อง...เกษตร: มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

ข่าวทั่วไป 11 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สมชาย ชาญณรงค์กุล รายงานของสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสที่ 2/2562 ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.3 ชะลอตัวจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสที่ 1/2562 ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัว ของอุปสงค์ในประเทศและการลดลงของภาคต่างประเทศ ด้านการผลิต ภาคเกษตรลดลงร้อยละ 1.1 จากการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาสแรก ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัวร้อยละ 2.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้าสรุปจากตัวเลขจะเห็นทิศทางที่ชะลอตัวลงทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร

ในทางเศรษฐศาสตร์ตัวเลข GDP จะใช้เป็นเกณฑ์ในการชี้มาตรฐานในการครองชีพของประชากรในประเทศนั้น สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวเลขสัดส่วน GDP ภาคการเกษตร ต่อ GDP รวมของทั้งประเทศ ตัวเลขจะไม่สูงมาก อยู่ประมาณ 1-5 เป็นส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทยตัวเลขสัดส่วน GDP ภาคการเกษตร ปัจจุบันลดลงไปมาก น่าจะอยู่ประมาณ 10 ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด แต่สัดส่วนแรงงานไทย ประมาณกว่าครึ่งอยู่ในภาคการเกษตร ถ้ามองเฉพาะตัวเลข จะเห็นว่า แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก เพราะสร้างผลผลิตได้ออกมากน้อยมาก เมื่อเทียบกับแรงงานที่มี ซึ่งความหมายของนักเศรษฐศาสตร์ แรงงานคือส่วนหนึ่งของทุนนั่นเอง

ด้วยมุมมองดังกล่าว ฝ่ายนโยบายจึงใช้จุดอ่อนเรื่องประสิทธิภาพต่ำ จำนวนแรงงานมีเป็นจำนวนมากกว่าครึ่ง มากำหนดนโยบายที่เอาง่ายเข้าว่า คือ ใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ในลักษณะของการกระตุ้นการบริโภค เพราะเชื่อแน่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เก็บเงินไปใช้เป็นทุนอย่างแน่นอน มีแต่จะนำเงินเหล่านี้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วเม็ดเงินดังกล่าวก็หมุนกลับไปสู่ทุนใหญ่ เพื่อให้ทุนใหญ่ขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้คือโศกนาฏกรรมของทุนที่ไร้หัวใจ

การนำตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมากำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร อาจไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เนื่องจากภาคการเกษตร เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เรื่องราวของสังคมนั้นๆ ภาคอุตสาหกรรมอาจไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเวลาเก็บผลผลิตแล้ว แต่ยังไปงานบุญกันอยู่ ไม่รีบเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จ วิธีการบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่จึงมีความแตกต่างกัน ยิ่งอายุเฉลี่ยของเกษตรกรย่างเข้าสู่หลักห้า วิธีคิดและการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นยิ่งลำบากมากขึ้น การใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน จึงเป็นตรรกะง่ายๆ ในการดึงแรงบริโภค เพื่อให้ GDP เติบโต

ในส่วนตัวผมมีความเห็นว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่ทุกภาคส่วนของสังคมมองว่าเป็นภาคที่อ่อนแอ ทั้งที่จริงแล้วสังคมใช่หรือไม่ที่ทำให้ภาคการเกษตรอ่อนแอ มองในอีกมุมหนึ่งเมื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายกลับไม่มองไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่ แต่มองไปที่การใส่เม็ดเงินเข้าไปในภาคการเกษตรเพื่อให้เม็ดเงินกระจายออกไป แต่ท้ายสุดแล้วกลับมารวมที่ทุนใหญ่ ทำไมนโยบายไม่มองไปที่การกระจายทุน เพื่อเพิ่มทุนให้ภาคการเกษตร ให้สามารถบริหารจัดการทุน พัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรอย่างแท้จริง วิธีคิดสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตรจึงไม่ใช่วิธีคิดแบบคำนวณตัวเลข แต่เป็นวิธีคิดแบบคำนวณจากความสุขแทน เพราะภาคเกษตรไม่ใช่ภาคที่อ่อนแอ แต่เป็นภาคที่ถูกทำให้อ่อนแอผมเชื่อว่าเป็นเช่นนี้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ