เงินบาทฉุดไม่อยู่ พาณิชย์พบแข็งค่าสวนทางประเทศคู่แข่ง

ข่าวเศรษฐกิจ 13 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบาย และยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ทำการวิเคราะห์อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าที่สำคัญและของไทย พบว่า ค่าเงินบาทเฉลี่ยจากต้นปีจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 อยู่ที่ 31.39 บาท ต่อดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าขึ้นร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน นอกจากนี้พบว่าแข็งค่ากว่าประเทศ คู่แข่งและคู่ค้าที่สำคัญ ซึ่งส่วนมากค่าเงิน อ่อนค่า เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจและ การเมืองภายในประเทศ รวมทั้งความขัดแย้ง ระหว่างประเทศ อย่างเช่น เกาหลีใต้ (อ่อนค่าร้อยละ 6.5) สหภาพยุโรป (อ่อนค่า ร้อยละ 6.3) อังกฤษ (อ่อนค่าร้อยละ 6.2) จีน (อ่อนค่าร้อยละ 5.3) อินเดีย (อ่อนค่า ร้อยละ 5.1) ไต้หวัน (อ่อนค่าร้อยละ 4.0) มาเลเซีย (อ่อนค่าร้อยละ 4.0) และเวียดนาม (อ่อนค่าร้อยละ 2.1) เป็นต้น

ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2562 คาดว่า ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจจะแข็งค่าเพิ่มขึ้น โดยเคลื่อนไหวในช่วง 30.0-31.0 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.

ส่วนปัจจัยหลักที่อาจจะทำให้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ประกอบด้วย 1.การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมของประเทศสำคัญของโลก อย่าง สหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป 2.แนวทางการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ หรือ Brexit และ 3.ความขัดแย้งการเมือง ระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งต้องเร่งส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการทำประกันความเสี่ยง ค่าเงิน เพื่อรองรับผลกระทบจากการความผันผวนและค่าเงินที่อาจจะแข็งค่าเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2562

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยยังทำได้ดี กว่าประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่า โดย 7 เดือนแรก ของปี 2562 ไทยส่งออกหดตัวร้อยละ 1.9 ส่วนเกาหลีใต้หดตัวร้อยละ 8.9 อังกฤษหดตัวร้อยละ 3.5 ไต้หวันหดตัวร้อยละ 2.9 และมาเลเซียหดตัวร้อยละ 4.8 ดังนั้น การแข็งค่าของค่าเงินบาทแม้ว่าจะทำให้รายได้ผู้ประกอบการลดลง แต่ในภาพรวมส่งผลกระทบต่อการส่งออกยังจำกัด

ทั้งนี้ สินค้าเกษตรซึ่งเป็นกลุ่ม ที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากแข็งค่าของค่าเงิน พบว่า แม้ว่าการส่งออกสินค้าเกษตรบางชนิดจะหดตัว แต่การส่งออกไปบางตลาดยังขยายตัวได้ดี เช่น การ ส่งออกข้าว 7 เดือนแรก หดตัวร้อยละ 18.5 แต่ส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 13.9 (มีสัดส่วนร้อยละ 13.8 ของการ ส่งออกข้าวทั้งหมด) การส่งออกผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง 7 เดือนแรก หดตัวร้อยละ 6.9 แต่การส่งออกไปญี่ปุ่นขยายตัวร้อยละ 3.2 (มีสัดส่วนร้อยละ 10.6) การส่งออกข้าวโพด 7 เดือนแรก หดตัวร้อยละ 20.7 แต่การส่งออกไปเวียดนามขยายตัวร้อยละ 29.2 (มีสัดส่วนร้อยละ 23.2)

นอกจากนี้ การส่งออกอาหารทะเลกระป๋อง 7 เดือนแรก ขยายตัวร้อยละ 2.3 โดยส่งออกไปสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขยายตัว ร้อยละ 16.5 และ 10.4 ตามลำดับ เป็นต้น รวมถึงการส่งออกผลไม้สด/ แช่แข็งที่มีความนิยมสินค้าไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 44.9 สะท้อนการส่งออกสินค้าเกษตรยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการส่งออก เช่น ความต้องการสินค้า และคุณภาพสินค้า เป็นต้น ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าไลฟ์สไตล์หลายชนิดที่ยังขยายตัวได้ดี


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ