คอลัมน์ตะลอนเที่ยว: ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

ข่าวทั่วไป 15 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

by 'Mr.Flower ครั้งสุดท้ายที่คุณชมลิเก นานกี่ปีมาแล้วครับ แล้วคุณคิดอยากจะกลับไปดูลิเกอีกสักครั้ง ไหมครับ แต่คุณเชื่อไหม เวลาคนต่างชาติ (ชาวยุโรปตะวันตก) เห็นคนแต่งกาย ด้วยชุดลิเกเต็มยศ แล้วเดินเก๋ไปมา เพื่อประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะของไทย ในย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของยุโรป เช่น กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยเฉพาะที่จัตุรัสมหาวิหารเซนต์สตีเฟน คุณเชื่อไหมว่า ฝรั่งตะวันตกให้ ความสนใจกับผู้แต่งชุดลิเกอย่างมากมาย หลายคนหยุดมอง หลายคนขอถ่ายรูปด้วย หลายคนยิ้ม หลายคนหัวเราะ หลายคนถามว่ามาจากประเทศไหน แล้วก็ถามว่านี่คือชุดอะไร เพราะดูแล้วจะบอกว่าเป็นชุดแฟนซีก็ได้ หรือเป็นชุดสำหรับการแสดงก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ฝรั่งตะวันตกสนใจว่าชุดนี้ใช้สำหรับการแสดงอะไร

เมื่อฝรั่งตะวันตกรุมล้อมเข้ามาถามไถ่เช่นนี้ ก็จึงเป็นโอกาสทองที่คณะผู้จัดงาน คือ คุณณัฐ ยนตรรักษ์ นักประพันธ์เพลง และนักเปียโนไทย ผู้มีฝีมือการบรรเลงระดับโลก คุณพ-วงเดือน ยนตรรักษ์ และลูกสาวทั้งสอง คือลูกตาล และลูกจัน พร้อมกับชาวคณะนักแสดง ได้บอกเล่าให้ผู้สนใจ รับทราบว่า ขณะนี้คณะนักแสดงของไทย แต่จริงๆ มีชาวตะวันตกร่วมด้วย รายหนึ่งคือ คุณวูกัซ คูเช-ดโว (Lukasz Kurzydlo) ชาวโปแลนด์ ซึ่งทำหน้าที่นักเคาะจังหวะ (percussionist) พร้อมด้วยนักแสดงจากสถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กำลังตระเวนเปิดการแสดงเพื่ออวดชาวโลกให้รู้ว่าประเทศไทยมีงานศิลปะด้านการดนตรีและการแสดงที่ชาวโลกไม่ควรพลาด โดยเริ่มแสดงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม 2562 ในหลายประเทศของยุโรป อาทิ ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี เยอรมนี อิตาลี และรัสเซีย โดยการแสดงชุดนี้ใช้ชื่อว่า Court to Common แปลเป็นไทยอย่างไพเราะว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น

การเดินทางไปแสดงศิลปะด้านดนตรีและการละคร (ลิเก) ในครั้งนี้ เป็นไปตามคำเชื้อเชิญจากประเทศเจ้าบ้านที่ต้องการสานสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศในรูปแบบประชาชนกับประชาชน (people to people) เพราะตระหนักดีว่า ประเทศไทยมีนักประพันธ์เพลง และมีนักเปียโนฝีมือดีระดับโลก แล้วก็ยังมีศิลปะการแสดงที่ชาวโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะการแสดงที่ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างชัดเจน เช่น ลิเก ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นศิลปะชาวบ้านที่มีเสน่ห์อย่างมหัศจรรย์

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจึงใช้ชื่อการแสดงในครั้งนี้ว่า จากเวียงวัง สู่ชาวบ้านร้านถิ่น

คำตอบคือ เพราะในการแสดงนี้ คุณณัฐได้เชิญบทเพลง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ไปบรรเลง เพื่อแสดงให้ชาวโลกรู้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระปรีชาญาณด้านการดนตรีอย่างวิเศษ จนเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนไทยและต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะบทเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 9

ส่วนประเด็นที่บอกว่า ถึงชาวบ้านร้านถิ่น ก็เพราะในการแสดงนี้ ได้นำการแสดงของชาวไทยในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ คือ จากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ไปเผยแพร่ให้ชาวตะวันตก ไปรับชมด้วย โดยผสมผสานระหว่างเสียงเปียโนในท่วงทำนองเพลงของแต่ละภาคกับการแสดงประจำภาค แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงลิเก โดยไม่มีการร้องลิเก แต่ใช้เสียงเปียโนและเครื่องเคาะจังหวัด เช่น ฉิ่ง ตะโพน เป็นเสียงแทนการร้อง

นี่คือคำเฉลยว่าเหตุใดจึงใช้ชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้าน ร้านถิ่น แต่ที่สำคัญคือในการแสดงครั้งนี้ คณะผู้แสดงตั้งใจบอกกับชาวตะวันตก รวมถึงคนไทยที่ไปมีครอบครัวอยู่ในตะวันตกว่า ในความเป็นจริงแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับพสกนิกรไทยไม่เคยอยู่ห่างไกลกันเลย เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงใส่พระทัยในความสุขความทุกข์ของพสกนิกร ตลอดเวลา และพสกนิกรไทยก็ร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมเสมอมา และตลอดไป

อันที่จริง Mr.Flower มีทริปพาคุณผู้ฟังไปเที่ยวพร้อมกับรับชม การแสดงของคุณณัฐ และคณะนักแสดงด้วย หากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมทริปไปกับเรา โปรดติดต่อด่วนที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 (สำหรับคุณที่มีเชงเก้นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางได้ทันที ส่วนคุณที่ยังไม่มีเชงเก้นวีซ่า และต้องการร่วมทริปเล็กๆ ไปกับเรา โปรดติดต่อด้วย เพราะต้องใช้เวลาในการจัดทำวีซ่า)


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ