รฟท.เร่งทวงคืนพื้นที่ ผนึกกำลังตำรวจใช้ไม้แข็ง-หวั่นรถไฟฟ้าสีแดงล่าช้า

ข่าวเศรษฐกิจ 21 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงาน นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่ม การบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่ง ประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กองบัญชาการตำรวจจราจร 02 กองบังคับการตำรวจรถไฟ สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ. บช.น.) และสำนักงานเขตจตุจักร (กทม.) ร่วมสนธิกำลังดำเนินการปฏิบัติงานลงพื้นที่การทวงคืนพื้นที่ในกรรมสิทธิ์ครอบครองของ การรถไฟฯ ในพื้นที่ก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต สัญญาที่ 1

ทั้งนี้นายวรวุฒิกล่าวระหว่างลงพื้นที่ว่า เนื่องพื้นที่ก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต สัญญาที่ 1 ปัจจุบันใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อีกทั้งในพื้นที่บริเวณก่อสร้างยังมีผู้บุกรุกอยู่ในพื้นที่ของการรถไฟฯ ที่ยังไม่ได้มีการรื้อย้ายออก ทำให้ผู้รับจ้างฯ ไม่สามารถเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างได้ตามแผนงานที่กำหนด ก่อให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างฯ และผู้รับจ้างอาจถือเป็นเหตุขอขยายระยะเวลาสัญญาจ้าง ทำให้ภาครัฐเกิดความเสียหายอย่างยิ่ง

ดังนั้น การรถไฟฯ ต้องผลักดันผู้บุกรุกในพื้นที่การก่อสร้าง ประกอบด้วย 1.พื้นที่งานสัญญาที่ 1 พื้นที่งานก่อสร้างโรงงานซ่อมบำรุงและเก็บรักษาขบวนรถไฟฟ้าที่ผู้บุกรุกกีดขวางงานก่อสร้าง 2.พื้นที่งานก่อสร้างถนนและแนวรั้วรอบพื้นที่โครงการ สถานะผู้รับจ้างฯ ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ดังนี้ พื้นที่บริเวณใต้ทางยกระดับเข้า-ออกสถานีกลางบางซื่อ, พื้นที่บริเวณสถานีบริการก๊าซ NGV เดิม ฝั่งถนนกำแพงเพชร 2 (พื้นที่ 35 ไร่) , พื้นที่ห้องแถวชั้นเดียว 20 ห้อง ฝั่งถนนกำแพงเพชร 2 (พื้นที่ 35 ไร่) จ่ายค่ารื้อถอน แล้วผู้บุกรุกไม่ยอมรื้อถอนตามข้อตกลง, พื้นที่บริเวณอาคารพักอาศัยอาคารโฮปเวลล์ 2 ชั้น จำนวน 2 อาคาร หลังสถานีบริการก๊าซ NGV เดิม รวมถึงพื้นที่บริเวณริมถนน BS7 มีผู้บุกรุกรายใหม่เข้ามาประกอบธุรกิจและค้าขาย โดยไม่มีสัญญากับการรถไฟฯ ตามระเบียบที่กำหนดเงื่อนไขไว้ ผู้บุกรุกที่อยู่ในพื้นที่ปัจจุบันเป็นผู้บุกรุกรายใหม่ที่การรถไฟฯ จะไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น และพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ก่อสร้างของโครงการ โดยพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร.ฟ.ท. และปัจจุบันไม่ได้ให้เข้าใช้พื้นที่บริเวณนี้กับบุคคลหรือหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น

"ร.ฟ.ท.มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้การก่อสร้างของโครงการ สามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภายในเดือนตุลาคม 2562 จะทำการ ขนย้ายขบวนรถไฟฟ้าของโครงการเข้ามาเก็บในพื้นที่โรงงานซ่อมบำรุงบริเวณใกล้เคียงกับผู้บุกรุกอยู่อาศัย ซึ่งขบวนรถไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ นั้น มีมูลค่าสูงและยังเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องสั่งทำเฉพาะ หากเกิดความเสียหายหรือ สูญเสียอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระยะเวลาเปิดการให้บริการเดินรถที่กำหนดไว้ด้วย" นายวรวุฒิกล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดประกาศขับไล่ผู้บุกรุก และมีกลุ่มบุคคลเข้าขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ด้วยวิธีการ นำรถยนต์จอดปิดทางเข้า - ออกพื้นที่สถานีบริการก๊าซ NGV เดิม เพื่อไม่ให้รถบัสร่วมบริการของ บขส.และรถของ ขสมก. ตลอดจนผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ 35 ไร่ ออกจากพื้นที่ เพื่อกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ จึงมีความจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ วันนี้หากมีการขัดขวางการปฏิบัติการดังกล่าวจะขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะทำการขนย้ายรถยนต์ที่ผู้บุกรุกใช้ปิดกั้นพื้นที่เพื่อไม่ให้รถบัส รถตู้ หรือ รถของประชาชนเข้า-ออกพื้นที่ดังกล่าว และจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้นั้น จนถึงที่สุด

ส่วนประเด็นที่ผู้บุกรุกพื้นที่อ้างว่าการรถไฟฯ เคยได้งบอนุมัติ 100 ล้านบาท เพื่อทำการจ่ายชดเชยให้ผู้เข้าพื้นที่ดำเนินการรื้อถอน แต่ไม่เคยจ่ายให้แก่ผู้เช่านั้น รักษาการ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากที่ผ่านมาคนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เป็นผู้ที่บุกรุก และ ร.ฟ.ท.ไม่เคยมีสัญญาเช่าด้วย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไป ไม่ได้ที่จะไปของบประมาณมาจ่ายชดเชยให้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ