คอลัมน์PetCare: โรคที่มากับน้ำท่วม : ตอนที่ 2 โรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ

ข่าวทั่วไป 22 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

หมอโอห์ม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรคที่สามารถพบค่อนข้างได้บ่อยอีกกลุ่มหนึ่ง ในช่วงที่เกิด "พายุฝนและอุทกภัย" นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากถูกซ้ำเติมด้วยลมหนาวและอากาศเย็นแล้ว เราอาจพบว่าสัตว์เลี้ยงมักมีอาการไอ จาม ขี้มูกขี้ตาเกรอะกรัง ซึ่งนั้นคือโรคในกลุ่มการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ อันได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบติดต่อ จนถึงปอดอักเสบหรือปอดบวม (รวมถึงไข้หัดสุนัข ซึ่งได้เคยพูดถึงอันตรายไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้) ซึ่งในวันนี้ จะขอพูด รวมๆ เป็นกลุ่มอาการของโรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจครับ

"โรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ" นั้น สามารถเกิดได้กับสุนัขทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้บ่อยในสัตว์ที่ไม่แข็งแรง ลูกสุนัข หรือสุนัขอายุมาก โดยเฉพาะสุนัขที่ร่างกายอ่อนแอ ที่อยู่ในภาวะเครียด จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง ซึ่งจะไวต่อการติดโรคได้ง่าย

อาการ : อาการที่พบ จะเริ่มตั้งแต่ ไอ จาม ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ ไม่มีแรง น้ำมูก-น้ำตาไหล โดยที่อาการอาจจะรุนแรงมากขึ้น เช่น น้ำมูกเริ่มข้นขึ้น มีสีเข้มขึ้นตั้งแต่ ขาวขุ่น เหลือง และเขียว บางตัวอาจมีอาการหอบ หายใจกระแทก หายใจด้วยช่องท้อง สัตว์จะมีสุขภาพทรุดโทรมลง ไอรุนแรงขึ้น เยื่อเมือกซีดหรือมีสีเข้มจนเป็นสีม่วง และอาจเสียชีวิตได้เนื่องจากภาวะติดเชื้อในปอด ที่เรียกว่า ปอดอักเสบ หรือ นิวโมเนีย (Pneumonia) นั่นเอง

สาเหตุ : เกิดได้จาก ทั้งเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส (อาจมี เชื้อราร่วมด้วยก็ได้) เชื้อที่พบค่อนข้างบ่อยได้แก่ Canine Parainfluenza Virus, Canine Adenovirus Type 2 (CAV-2), Bordetella bronchiseptica ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ (influenza) โรคหวัดและหลอดลมอักเสบติดต่อ (infectious tracheobronchitis หรือ Kennel cough) รวมถึงจากเชื้อ Streptococcus pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ของโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ (Pneumonia)

การติดต่อ : สามารถติดต่อได้โดยการรับเชื้อที่แพร่กระจายเชื้อในอากาศ โดยการ "หายใจ" เป็นหลัก หรือติดต่อจากการสัมผัส "คลุกคลีกับสัตว์ป่วยโดยตรง" โดยรับเชื้อจาก "น้ำมูก" ของสัตว์ที่ป่วย จากการไอ จามรดกัน หรือมีการเลียหน้าเลียตาให้กัน เชื้อจะแพร่กระจายได้รวดเร็ว โดยเฉพาะที่มีการเลี้ยงอย่างแออัด

การรักษา : สัตวแพทย์มักให้การรักษาตามอาการของโรค ได้แก่

1.การให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกลุ่มยาที่นิยมใช้กันอาจเป็นพวก Amoxicillin, Amoxicillin-Clavulanic acid, Norfloxacin, Ciprofloxacin เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้ยาในแต่ละกลุ่ม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงชนิดหรือกลุ่มของเชื้อแบคทีเรีย น้ำหนัก ตัวสัตว์ และปริมาณยาที่สัตว์จะได้รับในแต่ละมื้อ ซึ่งควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนให้ยาทุกครั้ง

2.การให้ยาตามอาการ เช่น ยาลดอาการไอ ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ยาขยายหลอดลม ยาลดไข้แก้ปวด หรือ ยาขับปัสสาวะ ซึ่งในบางครั้งอาจใช้ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ร่วมด้วยกรณีมีภาวะการอักเสบมากๆ

3.การให้สารน้ำทดแทน ในกรณีที่สัตว์มีภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ (dehydration) หรือมีการสูญเสียน้ำจากการอาเจียน หรือท้องเสียร่วม

4.การให้ออกซิเจน ในกรณีที่มีภาวะปอดชื้น หรือปอดติดเชื้อจนทำให้สัตว์เกิดภาวะหายใจลำบาก (จนทำให้เยื่อเมือก ที่เหงือกมีสีคล้ำหรือม่วง) เพื่อเพิ่มระดับของออกซิเจนในเลือดของสุนัข

การป้องกัน : โรคระบบทางเดินหายใจบางโรค เช่น หวัด และหลอดลมอักเสบติดต่อ รวมถึงไข้หวัดใหญ่และไข้หัดสุนัขนั้น สามารถป้องกันได้ด้วย การฉีดวัคซีนรวมประจำปี นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพ และอนามัยของสุนัขให้แข็งแรง ให้อยู่ในที่ อากาศถ่ายเทสะดวก ใส่เสื้อให้น้องหมาเมื่ออากาศเริ่มเย็น และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีสุนัขอยู่อย่างแออัด หรือเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ป่วย ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ครับ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ