คอลัมน์นโยบายรัฐกระทบระบบนิเวศ'นกกระจอกจีน-แผงลอยไทย'

ข่าวทั่วไป 25 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"..ทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อยังคงเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งร้านอาหารริมถนน ทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม.." ตอนหนึ่งจากเนื้อหา ใน นโยบายเร่งด่วน 12 ข้อ และยังเป็น "ข้อแรก" ที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำไปแถลงต่อรัฐสภาเมื่อช่วงปลายเดือนก.ค. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งนั่นคือ ท่าทีของ "รัฐบาลกลาง" ที่มองเห็น "สมดุล" ในการดำรงอยู่ของอาชีพ "หาบเร่ แผงลอย" ที่มุมหนึ่งคือเสน่ห์ของเมือง แต่ขณะเดียวกันการดำรงอยู่ต้องจัดให้เป็นระเบียบด้วย

แต่สำหรับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะ "รัฐบาลท้องถิ่น" ดูจะเป็นตรงกันข้าม ดังเช่นเมื่อต้นเดือน ก.ย. 2562 มีการโพสต์ข้อความตอบโต้กันไป-มา ระหว่างคนใน พรรคพลังประชารัฐ ด้านหนึ่งคือ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯกทม. โพสต์ข้อความเมื่อ 5 ก.ย. 2562 จับใจความ ได้ว่า "แม้ กทม. จะหาพื้นที่ค้าขายใหม่ให้แต่ผู้ค้าไม่ยอมไปเพราะขายไม่ดีเท่าที่เดิม" พร้อมกับย้ำจุดยืน "ทางเท้าไว้ให้คนเดิน" และประกาศจะออกตรวจต่อไปอีกด้านหนึ่งคือ ธันวา ไกรฤกษ์ ทีมงานยุทธศาสตร์ด้านสื่อออนไลน์ของพรรค และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. โพสต์ข้อความเมื่อ 6 ก.ย. 2562 แย้ง ในทำนองว่า "กทม. ให้ผู้ค้าย้ายไปในจุดที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทำเลที่สามารถค้าขายได้ เพราะไม่มีผู้ซื้อ หรือไม่ก็อยู่ไกลจากที่พักอย่างมาก" พร้อมกับย้ำเช่นกัน "สตรีทฟู้ด (Street Food) หรืออาหารริมทางเป็นที่พึ่งของคนรายได้น้อยในเมือง" ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงความพยายาม จัดระเบียบกันเองของผู้ค้าในจุดผ่อนผันหลายแห่ง แต่ กทม. ก็ไม่ยอมรับ มุ่งเดินหน้า กวาดล้างอย่างเดียว

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงกรณี "กวาดล้าง นกกระจอก (Great Sparrow Campaign หรือ Kill Sparrows Campaign)" นโยบายที่เป็น "ความผิดพลาด" ของ ผู้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เหมา เจ๋อ ตุง (Mao Zedong) เรื่องนี้ต้องย้อนไปในปี 2501 "เมื่อประธานเหมาเห็นว่านกกระจอกเป็นศัตรูพืชตัวร้ายของเกษตรกร จึงคิดเอาว่าการกำจัด นกกระจอก จะทำให้การเพาะปลูกได้ ผลผลิตแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย" และชาวจีนทั้งประเทศจะมีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์จนคนทั่วโลกอิจฉา

แต่ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม "ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์" ของประธานเหมา ที่รณรงค์ให้ชาวจีนออกล่านกกระจอกอย่างเมามัน ตั้งแต่การเคาะวัตถุต่างๆ ให้เกิดเสียงดังจนนกต้องกระพือปีกบินจนเหนื่อยตกลงมาตายเพราะไม่กล้าเกาะตามต้นไม้ การไล่ยิงนกที่บินบนฟ้า ไล่ตามหารังเพื่อกำจัดแม้แต่ไข่และลูกนก "เมื่อประชากรนกกระจอกลดลงจนแทบ สูญพันธุ์ แมลงและตั๊กแตนก็เพิ่มจำนวนขึ้น เข้ากินต้นพืชของเกษตรกรจนแทบหมดสิ้น" ชาวจีนและรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ถึงได้เข้าใจ "ห่วงโซ่ระบบนิเวศธรรมชาติ" ว่านกกระจอกช่วยควบคุมปริมาณแมลงเหล่านี้

ที่ว่าดูคล้ายกันก็เพราะ "ช่วง 4-5 ปีล่าสุด มีแต่คนบอกว่าเศรษฐกิจระดับฐานรากย่ำแย่ ซึ่งการกวาดล้างหาบเร่แผงลอยก็อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ" ดังความเห็นของนักวิชาการ ที่ทำวิจัยวิถีชีวิตผู้ค้าหาบเร่แผงลอยมานาน รศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์คณะสังคม สงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กล่าวในงานเสวนา "นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลกับปัญหาที่เร่งด่วนของประชาชน กรณีหาบเร่แผงลอย" ช่วงปลายเดือนส.ค. 2562 อธิบายให้เห็นภาพหาบเร่แผงลอยว่ามีความสำคัญในฐานะ "ห่วงโซ่ระบบนิเวศเศรษฐกิจ" ของสังคมไทย ที่เชื่อมโยงกัน

"ผู้ค้าแผงลอย 1 คน เราไม่ได้ พูดถึงแค่ผู้ค้าแผงลอย แต่เราพูดถึง ความเชื่อมโยงบางอย่างที่ไปถึงผู้ประกอบการ ขนาดย่อม เคยมีโอกาสตามผู้ค้าย่านคลองเตยคนหนึ่งไปซื้อของตอนเช้า เราก็พบว่าผู้ค้าคนนี้นอกจากจะซื้อของจากตลาดแล้วจะไปซื้อลูกชิ้น ถ้าดูลักษณะของการประกอบการของโรงงานลูกชิ้น อันนั้นคือการประกอบการขนาดย่อม หมายถึงมีทุน 10 ล้านบาทขึ้นไป ฉะนั้นถ้าผู้ค้าแผงลอยที่ขายอาหารถูกไล่รื้อและไม่มีที่ขายของ สุดท้ายก๋วยเตี๋ยว ไม่ได้ขาย ก็ตั้งคำถามว่าแล้วโรงงาน ลูกชิ้นจะไปขายลูกชิ้นให้ใคร

อันนี้คือการกระทบโดยตรงระหว่างความเชื่อมโยงของธุรกิจแผงลอยที่เราเรียกว่าธุรกิจขนาดจิ๋ว เงินลงทุนประมาณ 5,000 บาทต่อวัน ถ้าคุณพูดถึงธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SMEs) ตัวเลขจะ 7 หลักขึ้นไป ฉะนั้นเราคิดว่าประเด็นนี้รัฐบาลอาจจะไม่ได้มอง หรือมองในระยะสั้นจนลืมนึกไปว่ามันสร้างความย้อนแย้ง คือพูดถึงธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม แต่ไปตัดเส้นที่มันเชื่อมโยงลูกค้ากับธุรกิจเหล่านี้" อาจารย์นฤมล ยกตัวอย่าง

นักวิชาการผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า มาตรการยกเลิกจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอยแบบที่กำลังดำเนินการอยู่ ยังขัดกับ นโยบายเร่งด่วน 12 ข้อของรัฐบาลหลายเรื่อง เช่น "(ข้อแรก) การแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน" ซึ่งเรื่องหาบเร่แผงลอยอยู่ในข้อนี้ และนอกจากนั้นยังมีเรื่องของ "ลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของคนไทย-แก้ไขปัญหาหนี้สินและลดภาระหนี้สินของประชาชน" แต่การไล่รื้อแผงลอยคือการลดโอกาสในการประกอบอาชีพ อีกทั้งผู้ค้าจำนวนมากยังมีหนี้สินโดยเฉพาะหนี้นอกระบบ เพราะ

น้อยรายที่จะเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้

"(ข้อ 2) ปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน" เมื่อไม่อนุญาตให้มีหาบเร่แผงลอย ผู้ค้าก็ไม่มีงาน-ไม่มีรายได้ สุดท้ายก็ต้องไปพึ่งพิงสวัสดิการประชารัฐ ทั้งที่หากผู้ค้ายังทำมาค้าขายได้ จำนวนไม่น้อยจะมีรายได้เพียงพอดำรงชีวิตอยู่ด้วยตนเองไม่ต้องไปใช้สวัสดิการดังกล่าว "(ข้อ 3) มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก" มีการ พูดถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและ ขนาดย่อม แต่การกำจัดผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ก็ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สูญเสียรายได้ไปด้วย

"(ข้อ 5) การยกระดับศักยภาพแรงงาน" ตอนหนึ่งระบุถึง "การกำกับ ดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพ ของประชาชน" แต่มีผลการศึกษา ชี้ว่า "การไม่มีหาบเร่แผงลอยจะทำให้ ค่าอาหารของประชาชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 357 บาทต่อเดือน" ซึ่งวิจัยโดย "วีโก (WIEGO-Women in Informal Employment: Globalizing and Organizing) เครือข่ายองค์กรภาค ประชาสังคม (NGO) และนักวิชาการ ที่สนใจประเด็นแรงงานนอกระบบทั่วโลก

"(ข้อ 7) การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21" เช่น สอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) สอนวิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่จะเข้าถึงได้อย่างไรในเมื่อพ่อแม่ไม่มีอาชีพ-ไม่มีรายได้ ที่ผ่านมามีเด็กและเยาวชนหลายคนต้องออกจากการเรียนกลางคันเพราะพ่อแม่ที่เป็นผู้ค้าหาบเร่แผงลอยถูกยกเลิกพื้นที่ขาย รวมถึง "(ข้อ 11) การจัดเตรียมมาตรการรองรับ ภัยแล้งและอุทกภัย" ผู้ค้าส่วนหนึ่งเป็นเกษตรกรในชนบท เข้ามาค้าขายในเมืองช่วงที่ไม่ใช่ฤดูเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว

"จริงๆ แล้วมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัยมันไม่ใช่เฉพาะมาตรการทางเทคนิค แต่มันหมายถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้เขาจัดการกับ ภัยแล้งได้หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแล้วเขาต้องการเงินก้อนหนึ่ง ต้องการมีภูมิคุ้มกันหรือต้องการมีทุนที่ทำให้เขาสามารถที่จะจัดการกับภัยได้ มันไม่ใช่ เรื่องของการให้รัฐบาลเอาสตางค์มาช่วย เขาอย่างเดียว แต่หมายถึงเขาจะจัดการกับรายได้เขาอย่างไร ให้เขาสามารถปรับตัวได้ภายใต้สภาวะวิกฤติของ ภูมิอากาศ คิดว่าอันนี้เป็นอะไรที่อะไร ที่เราต้องซีเรียส" อาจารย์นฤมล อธิบายเพิ่มเติม

เช่นเดียวกับ เชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวถึง "คำถามคาใจ" ของคนระดับฐานราก "ผู้มีอำนาจในเมืองไทยต้องการปกป้อง แต่คนรวย-ส่งเสริมแต่ทุนใหญ่ใช่หรือไม่" โดยยกตัวอย่างลุงคนหนึ่งที่เคยขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หัวถนน แต่วันหนึ่งถูกไล่ให้ไปขายที่ท้ายซอยซึ่งลูกค้าและรายได้ลดลง เมื่อไปสอบถาม คุณลุงก็ชี้ไปยังร้านสะดวกซื้อ เจ้าดัง แล้วก็บอกว่าเมื่อไม่มีร้านก๋วยเตี๋ยว แล้ว ผู้คนก็จะต้องพึ่งพาอาหารจากร้านสะดวกซื้อมากขึ้น

"คุณลุงขายก๋วยเตี๋ยวฝากคำถาม มาที่ผม บอกให้ไปช่วยสำรวจสถิติดูว่าหลังจากที่รัฐบาลได้กำจัดคนจนเหล่านี้ออกจากทางเท้า ออกจากการประกอบ อาชีพหาบเร่แผงลอย แล้วร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น ต่อปีเท่าไร นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก เพราะรายได้หรือกำลังซื้อที่ไปจับจ่าย ใช้สอยกับหาบเร่แผงลอย ปีหนึ่ง จำนวนมาก ก็เหมือนกับเป็นการบีบให้ไหลเข้าไปรวมที่ร้านสะดวกซื้อ เรื่องนี้ผมเชื่อครึ่ง-ไม่เชื่อครึ่ง แต่ฝากนักวิชาการช่วยดูสถิติหน่อย ว่าผลประโยชน์จากการ ยกเลิกหาบเร่แผงลอยตกอยู่ที่นายทุนจริงหรือไม่" เชาว์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ป้อมลาย ดอกไม้สด แกนนำกลุ่มทวงคืนการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์ บนถนนเลียบคลองทวีวัฒนา ที่ถูกห้ามตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวในฐานะผู้มีอาชีพหลักอยู่ในวงการจำหน่ายดอกไม้ ว่า "ปากคลองตลาดวันนี้ ซบเซามาก" เมื่อเทียบกับในอดีตก่อนถูก กทม. จัดระเบียบ ปากคลองตลาดมีชื่อเสียง ด้านตลาดจำหน่ายดอกไม้สด แต่ละวันมี ผู้ค้าและผู้ซื้อจำนวนมาก บรรยากาศคึกคัก

นอกจากปากคลองตลาดแล้ว "ย่านการค้าเก่าแก่ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของกรุงเทพฯ เช่น คลองถม สะพานพุทธ สะพานเหล็ก คลองหลอด ทุกวันนี้เหลือ แต่เพียงตำนานไว้บอกเล่ากับลูกหลาน" เพราะถูกภาครัฐยุติการค้าขายเช่นกัน "สูญสิ้น แหล่งจับจ่ายของคนระดับฐานราก" ทุกวันนี้ จะซื้ออะไรมีแต่ต้องเข้าห้างสรรพสินค้า คำถามคือ "ประชาชนคนหาเช้ากินค่ำได้ประโยชน์อะไร" ทั้งนี้ระบบตลาดที่เก็บ ค่าเช่าแผงนั้นไม่ตอบโจทย์ผู้ค้าที่มีต้นทุนไม่มากนักเพราะมีหลักคิดเชิงหากำไรสูงสุดเต็มที่ หากเทียบกับการผ่อนผันให้ขายของข้างทางแล้วเก็บค่าดูแลรักษาความสะอาด

ต้องย้ำกันอีกครั้งว่า พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 มาตรา 20 ระบุว่า "ห้ามมิให้ผู้ใด (1) ปรุงอาหาร ขายหรือจำหน่ายสินค้า บนถนน หรือในสถานสาธารณะ (2) ใช้รถยนต์หรือล้อเลื่อนเป็นที่ปรุงอาหารเพื่อขายหรือจำหน่ายให้แก่ประชาชนบนถนนหรือในสถานสาธารณะ (3) ขายหรือจำหน่ายสินค้าซึ่งบรรทุกบนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือล้อเลื่อน บนถนนหรือในสถานสาธารณะ

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การปรุงอาหารหรือการขายสินค้าตาม (1) หรือ (2) ในถนนส่วนบุคคลหรือในบริเวณที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศผ่อนผัน ให้กระทำได้ในระหว่างวัน เวลาที่กำหนด ด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร" ฉะนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่ากฎหมายอนุญาตให้เปิดจุดผ่อนผันสำหรับหาบเร่แผงลอยได้ โดยความเห็นชอบร่วมกันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กับตำรวจท้องที่

แม้จะมีเสียงทักท้วงจากหลายฝ่าย แต่ผู้บริหาร กทม. ยังคงมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวดในการทำให้เมืองหลวงของไทยเป็นระเบียบและสวยงามด้วยการปลอดจากหาบเร่ แผงลอยให้ได้ อาทิ การเปิดเผยของ จิรวัฒน์ แพงมา ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม. เมื่อ 10 ก.ย. 2562 ระบุว่า "ที่ผ่านมา กทม. ได้ยกเลิกจุดผ่อนผันไปแล้ว 508 จุด และจะดำเนินการยกเลิกที่เหลืออีก 175 จุด ให้หมดภายในสิ้นปี 2562" พร้อมย้ำว่าประชาชนส่วนให้การสนับสนุน

เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดอย่าง ธนบัตร ชายด่าน แอดมินเพจ "ตุ๊ดส์review" โพสต์ข้อความไว้เมื่อ 16 ก.ย. 2562 ตอนหนึ่งกล่าวถึง "ภาครัฐพยายามจัดหาสถานที่ขายให้แต่สุดท้าย มักไปไม่รอด" โดยเฉพาะ "ตลาดประชารัฐ" ที่มีข่าวว่า "เจ๊ง" ไปแล้วหลายที่ เนื่องจาก "ทำไปโดยไม่ได้สำรวจความเหมาะสมของทำเล" เมื่อเทียบกับภาคเอกชนที่จะไปตั้งห้างหรือร้านค้า จะสำรวจศักยภาพของพื้นที่ก่อนตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ พร้อมกับย้ำจุดยืน "ไม่เชื่อว่าการค้าขายกับความสวยงามจะอยู่ร่วมกันไม่ได้" ขอเพียงมีกฎระเบียบและบังคับใช้จริงจัง

บทสรุปของเรื่องนี้..ไม่ว่าจะตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ "นโยบายกวาดล้างนกกระจอกในจีน" ได้ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายจากแมลงและตั๊กแตนที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะไม่มีนกกระจอกคอยจับกิน นำไปสู่ภาวะอดอยากจนชาวจีนเสียชีวิตนับล้านคน เช่นเดียวกับ "นโยบายกวาดล้างแผงลอยในไทย" ที่ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ค้า แต่ยังลามไปถึงผู้คนระดับฐานรากอีกหลายอาชีพที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ อาทิ แท็กซี่ เกษตรกร ผู้ค้าวัตถุดิบประกอบอาหาร ในตลาด ตัวเลขเศรษฐกิจที่ภาครัฐมักนำมาแถลงว่าเติบโต จึงถูกตั้งคำถามว่าโตเฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือไม่

แต่ยังไม่สายที่ภาครัฐของไทยจะแก้ไข..หากถือเอาประวัติศาสตร์เป็น บทเรียน!!!


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ