มาสด้า3 โมเดล 2019 เหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ข่าวยานยนต์ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นิติ โมราวรรณ

หลังจากการเผยโฉม ALL-NEW MAZDA3 อย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา กระแสตอบรับแรงเกินคาด ด้วยยอดจองทะลุกว่า 1 พันคัน ภายในระยะเวลาแค่ 4 วัน และเพื่อเป็นการตอกย้ำสมรรถนะที่โดดเด่น มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ได้จัดทริปทดสอบ ALL-NEW MAZDA3 ที่มา พร้อมสกายแอคทีฟ แพลตฟอร์ม เจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIVVEHICLE ARCHITECTURE และสุดยอดเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE รวมถึงฟังก์ชั่น การใช้งานต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยมีให้เลือก 2 สไตล์ ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และฟาสท์แบค 5 ประตู

ALL-NEW MAZDA3 รุ่นนี้ นับเป็นการเปิดตัวเจนเนอเรชั่น ที่ 7 รุ่นแรกในเมืองไทย และรุ่นที่ 4 ของมาสด้า3 โดยจะเป็นตัวหลัก ในการทำตลาดในไทยและทั่วโลก เพื่อยกระดับตลาด C-Segment ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถูกคิดค้น และพัฒนาขึ้น โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้ถนน

การออกแบบภายนอก ทั้งฟาสท์แบค และซีดาน มีบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยตัวถังรถฟาสท์แบค มีรูปทรงต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน เน้นดีไซน์ไร้เส้นสาย ดูแข็งแกร่ง สไตล์สปอร์ตหรู มาพร้อมกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะที่รถซีดาน ดีไซน์แบบสามกล่อง หรูหรา คลาสสิก กระจังหน้าเน้นความหรูหรา ภูมิฐาน

ในส่วนของภายในห้องโดยสาร หรูหรา ทันสมัย เลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง ผ่านการออกแบบและพัฒนา ใหม่ทั้งหมด โดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสม รวมถึงติดตั้งเทคโนโลยีสื่อสาร Mazda Connect มาพร้อม Apple CarPlay แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander และระบบเสียงคุณภาพ Boseฎ รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

ด้านขุมพลังเครื่องยนต์สกาย แอ๊กทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ด้วยเทคโนโลยี ที่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผนวกกับหัวฉีดดีไซน์ใหม่ ส่งผลให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม มีกำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที และประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบควบคุม สมรรถนะการขับขี่ขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยเริ่มใช้กับมาสด้า3 เป็นรุ่นแรก ซึ่งเป็นการใช้เบรกเพื่อเพิ่มการควบคุมการหักเหของตัวรถ (yaw moment) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ เมื่อผู้ขับขี่ขับรถออกจากโค้งโดยคืนพวงมาลัยกลับไปที่ตำแหน่งกึ่งกลาง GVC Plus เพิ่มแรงเบรกเพียงเล็กน้อย ไปที่ล้อด้านนอก ทำให้เกิดโมเมนต์ที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยให้รถกลับมาวิ่งตรงเหมือนเดิม ระบบรับรู้ช่วงการเปลี่ยนแปลงที่ราบเรียบอย่างต่อเนื่องของการหักเห (yal) การโครงของตัวรถ (roll) และการกระดก หน้า-หลัง (pitch) แม้อยู่ภายใต้แรงเข้าสู่ศูนย์กลางมาก เป็นการปรับปรุงความสามารถของยานพาหนะในการตรวจสอบการหมุนพวงมาลัยอย่างฉับพลัน และมุมทางออกจากโค้งที่แม่นยำ นอกจากนี้ GVC Plus ยังให้ความรู้สึกมั่นใจในการควบคุมเมื่อเปลี่ยนเลน และเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อ ทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น

ด้านความปลอดภัยมาตรฐาน ที่ติดตั้งมาให้กับทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างตัวถังบนแพลตฟอร์มเจนเนอเรชั่นใหม่ พร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง เบรก ABS 4 ล้อ พร้อม EBD เป็นต้น รวมทั้งการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE อาทิ ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing) ระบบเตือนเมื่อมี รถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse) ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) และระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360ฐ View Monitor)

ช่วงการทดสอบ ทีมประชาสัมพันธ์ พาสื่อมวลชนบินลัดฟ้าไป จ.ภูเก็ต แล้วขับไป จ.พังงา ตลอดเส้นทางได้ทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ และช่วงล่างกันอย่างเต็มที่ จะกี่โค้งก็มั่นใจ ระบบ GVC Plus สุดยอดมากครับ เกาะหนึบทุกโค้ง อัตราเร่งดีมาก เครื่องยนต์เท่ารุ่นเดิม แต่เพิ่มแรงบิดมากขึ้น ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น มาพร้อมแพทเดิ้ลชิพ เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามชอบใจช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างสนุกสนานมากขึ้น และอีกสิ่งที่ต้องยอมรับว่าสุดยอดจริงๆ คือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารเงียบขึ้นกว่าเดิม เสียงรบกวนต่างๆ แทบจะไม่มีเลย จะได้ยินก็แค่ระบบเสียงคุณภาพ Boseฎ รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง และเสียงของเครื่องยนต์ ที่เวลากดคันเร่ง กระหึ่มผ่านท่อไอเสียคู่ เท่านั้นเอง

สำหรับราคาจำหน่าย ALL-NEW MAZDA3 ทั้งรุ่น ฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกันคือ รุ่น 2.0 (C) ราคา 969,000 บาท, รุ่น 2.0 (S) ราคา 1,069,000 บาท และ รุ่น 2.0 (SP) ราคา 1,198,000 บาท คงไม่แพง เกินไปสำหรับ สมรรถนะและเทคโนโลยีที่มีให้อย่างเหนือชั้น ถ้าชอบต้องไปลองขับ ก่อนตัดสินใจ!!


แท็ก มาสด้า   mazda  

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ