คอลัมน์: แก้ผ้าลุงแซม: มังกรกับอินทรีตีกัน..ส้มหล่นบ้านเรา

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 00:00:55 น.
โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

แม้ว่าเบื่อที่จะเขียนถึงเรื่องสงครามระหว่างจีนกับอเมริกา เพราะตบจูบๆ กันมาเป็นปีแล้ว แต่ก็ต้องกลับมาเขียนถึงอีกจนได้ เพราะเห็นประเด็นบางอย่างที่สยามเมืองยิ้มจะได้ประโยชน์ท่ามกลางกรงเล็บอินทรีกับมังกร

อาทิตย์นี้สถานการณ์ยังอึมครึม ระหว่างสองประเทศ ยังดูอึดอัดขัดข้องหลายด้าน อาทิตย์ก่อนนี่เอง เกิ้ง ฉ่วง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนพ่นไฟใส่ลุงแซมว่า อเมริกาควรหยุดแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง เพราะถือเป็นเรื่องกิจการภายในของจีน กองกำลังต่างชาติหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาแทรกแซง เพราะนางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครต แถลงว่า สมาชิกสภาคองเกรสกำลังร่วมมือกันทั้งสองพรรคในการหาทางเดินหน้าร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยฮ่องกง เพื่อเน้นย้ำ ของพันธสัญญาของสหรัฐฯ ต่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและ หลักนิติรัฐ ยามเผชิญกับการปราบปราม ของปักกิ่ง

ความวัวยังไม่ทันหาย ความ หว่องก็เข้าแทรก อาตี๋โจชัว หว่อง ที่เพิ่งเดินสายไปกระทำการหว่องที่เยอรมนี จนพญามังกรเต้นผาง กระพือปีกบิน ไปแสดงความหว่องต่อที่อเมริกา สถานการณ์ในฮ่องกงตอนนี้เรียกได้ว่าลุกเป็นไฟ หน้าสิ่วหน้าขวานสุดๆ เพราะตีกันระนาวต้อนรับเสาร์-อาทิตย์ ระหว่างม็อบ "ไม่เอา" จีนหรือพลพรรค โจชัวหว่อง มีร่มเป็นสัญลักษณ์กับ ม็อบ "เอาจีน" ที่หนุนข้างจีนแผ่นดินใหญ่ มีธงชาติจีนเป็นยี่ห้อ ทั้งสองกลุ่มตะลุมบอนกันด้วยด้ามธงและด้ามร่มจนหัวร้างข้างแตกตามกัน

แต่ดูเหมือนว่าอาตี๋หว่องจะไม่เท่าทันเฒ่าทรัมป์หรอก ตี๋ยืดอกผอมๆ ประกาศว่าให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มเงื่อนไขว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนลงในข้อตกลงการค้ากับจีน และขอให้วอชิงตันช่วยสนับสนุนการ เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง อาหว่อง ลื้อก็แค่ตัวเบี้ยหนึ่งในกระดานการเมืองระหว่างประเทศ ลื้อคิดว่า ลื้อเป็นเตี่ยอาทรัมป์รึไง

เห็นอาตี๋หว่องเดินสายไปชักศึกเข้าบ้านที่นั่นที่นี่ แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงอาตี๋ธร รายนั้นเดินสายไปอเมริกาบ้าง ยุโรปบ้าง เพื่อเรียกร้องให้อเมริกาช่วยเสริมสร้างประชาธิปไตยให้ไทย ทำยังกะชั่วโมงสร้างเสริมประสบการณ์ จะเอาสร้างเสริมประสบการณ์แบบไหน ลุงแซมจัดให้ ไม่ว่าจะแบบอิรักหรือซีเรีย ลุงแกส่งมอบให้ได้ทั้งนั้น พร้อมผ้าห่อผียี่ห้อประชาธิปไตย

แต่จะว่าไปแล้วอาตี๋ธรไม่ได้มีราคา เท่าไหร่ แตกต่างจากอาหว่อง เพราะอาหว่อง จัดเป็นเบี้ยเด็ดกว่าในกระดานหมากระหว่าง พญามังกรกับนกอินทรี จะไม่ใช่เบี้ยหมากตัวหนึ่งได้ไง ตอนอาหว่องไปเดินสายในอเมริกา ก็โผล่หน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ราเอด อัล ซาเลห์ (Raed Al Saleh) ผู้นำกลุ่มหมวกกันน็อกขาว หรือ "White Helmet" ซึ่งเป็นเบี้ยการเมืองอีกตัวของ ลุงแซม

ทั้งหมดนี้ทำให้อาหว่องเกิดอาการ อัตตาโป่งพอง หลงเชื่อสนิทใจว่าข้านี่ล่ะ คนสำคัญระดับโลกที่มีอำนาจสั่งแมว หมาหน้าไหนก็ได้ให้โค้งคำนับ โดยดูจากถ้อยคำให้สัมภาษณ์เอเอฟพีที่ดูวางโตหรูหรา หมาเห่า

"อเมริกาต้องเพิ่มเงื่อนไขเรื่องสิทธิมนุษยชนลงในข้อตกลงการค้า และ หยิบยกเรื่องการชุมนุมประท้วงของชาวฮ่องกงมาเป็นวาระสำคัญในการเจรจา นี่คือ สิ่งสำคัญมาก"

อาทิตย์ก่อนอาหว่องไปเยอรมนี พญามังกรก็พ่นไฟใส่ไปทีหนึ่งแล้ว อาทิตย์นี้ อาหว่องมาแสดงความหว่องในบ้านลุงแซม คิดหรือว่าพญามังกรจะไม่เต้นงิ้ว และลุงแซม จะไม่ยิ้มในหน้า ซึ่งก็เป็นไปตามที่ลุงแซม วางหมากไว้นั่นแหละ ก่อนหน้านี้อาตี๋ อาหมวย ไปยืนออแน่นขนัดหน้าสถานทูตอเมริกา แล้วร้องเพลงชาติอเมริกาเสียงแหลม ขอให้ทรัมป์มาช่วยปลดปล่อยฮ่องกง ขาดก็แต่โขกหัวสามหนพลางเรียก "ท่านพ่อ" เท่านั้น

พญามังกรยืนกรานว่า ไม่ได้ก้าวก่ายฮ่องกง แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า เกาะแห่งนี้เป็นกิจการภายในของตนเอง ไอ้อีชาติไหนอย่าได้แหลมมาจุ้นจ้าน พลาง ตบท้ายว่า อเมริกานี่ตัวดีเลยในการ ปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง ควรเอาเวลาไปดูแล เรื่องราววุ่นๆ ในบ้านตัวเองมากกว่านะ

ความสัมพันธ์ระหว่างมังกรและอินทรีดูอีนุงตุงนังหลายด้าน กระนั้นการตบจูบในสงครามการค้าก็ดำเนินต่อไป มีผ่อนบ้างตึงบ้าง ล่าสุดมังกรพยักหน้า อย่างเสียไม่ได้ ว่าจะยอมอุดหนุนถั่วเหลือง กับหมูของลุงแซมเหมือนเดิม เพื่อตอบแทนที่ตาลุงผมเป๋เลื่อนการขึ้นภาษีศุลกากรจากสินค้าจีน

ท่ามกลางความตึงเครียดตบจูบ ระหว่างสองชาติมหาอำนาจ ส้มก็หล่นปุลง มาในเวียดนามกับไทย เพราะบริษัท ทั้งหลายตัดสินใจโยกย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการรีดภาษี แรกเลยมีการโยกย้ายฐานการผลิตจากจีนไปเวียดนาม แต่เจอตอคือ ตลาดแรงงานของเวียดนามกำลังตึงตัว และมีแนวโน้มว่าอเมริกาขาดดุลกับ เวียดนาม เพราะอเมริกาขาดดุลการค้าต่อเวียดนามเพิ่มขึ้น 22.9% เมื่อเทียบ กับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

เลยต้องหาที่ร่อนลงแห่งใหม่ และหวยมาออกที่บ้านเรานี่แหละ อย่างน้อย บริษัทแบรนด์เนมสามแห่งก็มุ่งหน้า หอบผ้าหอบผ่อนย้ายมาไทย แต่ที่แน่ๆ คือ ก่อนหน้านี้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างฮาร์เลย์ เดวิดสัน ก็ได้เริ่มย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ประเทศไทยแล้วในปี 2017 คาดว่าคงมีอีกหลายบริษัทจะย้ายมาตั้งหลักแหล่งใหม่ในบ้านเราเพราะผลพวงของสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีน

ใช่ว่าเราได้ผลประโยชน์ทั้งหมด เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ เราเองก็โดนผลกระทบในสงครามหนนี้ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกระทบด้านการส่งออก แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อม หากสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่ ยังดำเนินต่อไป เราอาจได้เห็นส้มหล่น ในไทยอีกหลายผล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง