ข่าวอินโฟเควสท์
22:07 ธนาคารกลางฮ่องกงประกาศลดการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม หวังช่วยพยุงภาคธุรกิจ-เศรษฐกิจจากเหตุประท้วงยืดเยื้อ   ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ประกาศปรับลดอ…
21:36 ปอนด์ร่วง ขณะเจรจา Brexit เข้าใกล้โค้งสุดท้าย   เงินปอนด์อังกฤษร่วงลงในวันนี้ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างจับตาความค…
21:16 รมว.คลังสหรัฐเผย สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าจีนตามกำหนด 15 ธ.ค. หากไม่มีการทำข้อตกลง   นายสตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่า ตนและนายโรเบิร์ต ไ…
21:11 ดาวโจนส์เปิดลบ เหตุนลท.ไม่มั่นใจสหรัฐ-จีนเซ็นดีลการค้า   ดัชนีดาวโจนส์เปิดแดนลบในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับมากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การค…
20:14 "ปูติน" เยือนซาอุฯอย่างเป็นทางการ ส่งสัญญาณขยายอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง   ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางถึงกรุงริยาดห…

คอลัมน์: หมุนตามทุน: ท่าทีของรัฐบาลมีผลกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 9 ตุลาคม 2562 00:00:54 น.
กระบองเพชร

จากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ....และขยาย วงกว้างขึ้นอีก...ซึ่งตอนนี้การตั้งกำแพงภาษีระหว่างกันไม่ใช่เกิดขึ้นแต่เฉพาะสหรัฐกับจีนเท่านั้น...แต่สหรัฐได้ขยายวงไปถึง สหภาพยุโรป และอินเดีย...ซึ่งรวมกันแล้วมูลค่าการค้ากว่า 50% ของมูลการค้าโลก...สภาพเช่นนี้ เศรษฐกิจโลก กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยแน่นอน...และประเทศไทยเองย่อมได้รับผลกระทบ เพราะกว่า 70% ของจีดีพีของไทยมาจากภาคการส่งออก ซึ่งตัวเลขล่าสุดจากหลายสำนักคาดว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ จะติดลบประมาณ 1-2.5% ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะอยู่ในระดับ 40 ล้านคน แต่ด้วยสภาพของการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ ตัวเลขการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงด้วยเช่นกัน....

เครื่องยนต์ตัวใหญ่ (ส่งออก) ดับ เครื่องยนต์ตัวที่สอง(ท่องเที่ยว)ก็ไม่มีแรงมากพอจะลากจูงแล้ว ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สาม (การบริโภคในประเทศ) ก็ออกอาการสะดุดเพราะภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับส่งออกทยอยปิดตัวและเลิกจ้างงานส่งผลไปถึงรายได้ของแรงงานในกลุ่มนี้ และสัญญาณที่ชัดเจนคือยอดขายที่อยู่อาศัยในภาคอสังหาริมทรัพย์และยอดขายรถยนต์ที่หดตัว... ส่วนเม็ดเงินจากมาตรการ " ช้อป ชิม ใช้" เห็นกันอยู่ว่าวูบเดียวหาย เขาใช้เงินเฉพาะที่รัฐแจกให้ ส่วนเงินในกระเป๋าตัวเองไม่ควัก...

ดังนั้น ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเหลือแค่ "ภาคการลงทุน" เท่านั้น ที่พอจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้เข้าสู่ภาวะถดถอย...แต่ "การลงทุน" ที่ว่านี้จะหวังพึ่งการลงจากเอกชนไม่ได้...เพราะอย่างที่รู้ผลิตสินค้าออกมาขายไม่ได้ จะลงทุนผลิตไปเพื่ออะไร...ดังนั้นคำว่า "การลงทุน" ที่บอกว่า จะมาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในยามนี้...ก็การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญนั่นเอง...เพราะอย่างน้อย ก็จะเกิดการจ้างงานในระดับหนึ่ง...เกิดการค้าภายในประเทศในหมวดที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง...ที่สำคัญ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจไทย

โครงการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจาก ต่างประเทศเข้ามาได้...ตอนนี้ที่เด่นสุดก็คือ โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)...ซึ่งหัวใจของโครงการนี้คือก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น...แต่ก็อีกนั่นแหละ...ถ้าโครงการอีอีซี จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องยึดโยง กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและการคมนาคมที่สำคัญ....ทั้งการพัฒนาสนามบิน อู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งใหม่....การขยายท่าเรือแหลมฉบัง(เฟส3) และท่าเรือมาบตาพุด(เฟส3)...โครงการทางพิเศษ...และ รวมทั้งโครงการสำคัญอย่าง รถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน (สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และ อู่ตะเภา)...ฯลฯ

แน่นอนโครงการเหล่านี้รัฐบาลไม่สามารถลงทุนเองได้ทั้งหมด...การลงทุนจึงเกิดขึ้นรูปแบบ... Public Private Partnership (PPP) หรือร่วมทุน ระหว่างรัฐและเอกชน...โดยให้เอกชนได้รับสิทธิ์ในการประกอบกิจการบนพื้นที่โครงการ และจัดสรรผลตอบแทนบางส่วนให้แก่ภาครัฐตามข้อตกลง...และ ต้องบอกว่าในบรรดาโครงการต่างๆ ที่ว่ามาข้างต้น.... ไม่มีโครงการไหนดูเหมือนจะมีความเสี่ยงและเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนเท่ากับ...โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน...ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของอีอีซี....

โครงการรถไฟความเร็วสูงฯนอกจากจะเป็นเรื่องที่เราไม่รู้มาก่อน ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของ ตัวเอง ยังต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก (กว่า 2 แสนล้านบาท)...ซึ่งทั้งหมดนั้นมาจากเงินกู้ ซึ่งแน่นอนว่ามีภาระดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากเช่นกัน..ถ้าโครงการเดินหน้าไปตามปกติกว่าโครงการจะเริ่มรับรู้ได้ ก็ต้อง 5 ปีไปแล้ว...แต่ระหว่างนั้นมีภาระจ่ายดอกเบี้ยไปก่อน...แต่ถ้าหากว่าเกิดเหตุขัดข้องทำให้โครงการล่าช้ากว่าปกติผู้ลงทุนก็ต้องรับภาระทาง การเงินเพิ่มเข้าไปอีก...และนี่เป็นความเสี่ยงสำคัญของโครงการนี้...

ถึงตรงนี้ต้องบอกตามตรงว่า "โครงการมีความเสี่ยงสูงมาก" ในการก่อสร้างได้ทันระยะเวลาของโครงการที่ระบุไว้ใน TOR ...ปัญหาใหญ่มาจาก จุดสำคัญคือการส่งมอบพื้นที่ของภาครัฐ...ณ เวลานี้ ภาครัฐสามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนได้เพียง 50-60% เท่านั้น...อีก 20% ภายใน 1 ปี และอีก 20% อาจจะใช้เวลาถึง 1-2 ปี....พื้นที่เกือบ 40% โครงการ บ้าง ก็ต้องรื้อย้ายสาธารณูปโภคสำคัญ บ้างก็ต้องรื้อถอนโครงสร้างโครงการเดิม บ้างก็ต้องเวนคืน ขับไล่ ผู้บุกรุก บางพื้นที่ติดสัญญาเช่ากับเอกชนรายอื่น...ซ้ำเจ้าของสาธารณูปโภคที่ต้องรื้อย้ายมากว่า 2-3 ราย ก็ไม่ใช่คู่สัญญาของเอกชนที่ได้โครงการรถไฟฯ....ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เจ้าของโครงการพื้นที่และคู่สัญญา ก็ไม่ใช่เจ้าของสาธารณูปโภค ที่ต้องรื้อย้าย...นั่นแปลว่าหากการรื้อย้ายทำไม่ได้ตามแผนงานจนส่งมอบพื้นที่ไม่ได้ตามกำหนด....เอกชนผู้ร่วมลงทุนก็ไม่สามารถจะฟ้องร้องหรือทำอะไรได้นอกจากรอ...นี่คือว่าความเสี่ยงสำคัญ...ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่า..ภาครัฐจะโยนความเสี่ยงทั้งหมดมาให้เอกชน...ทั้งที่โครงการนี้เป็นการลงทุนแบบ PPP ไม่ใช่การให้สัมปทาน... ท่าทีแบบนี้ของรัฐบาล...คิดหรือว่า ไม่ได้อยู่ในการเฝ้ามองของนักลงทุนจาก ทั่วโลก ที่อยากจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี... และหากว่ารัฐบาลยังไม่แสดงความจริงจังและจริงใจมากกว่านี้...เชื่อเถอะว่ากระทบต่อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนแน่นอน...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง