คอลัมน์เลาะรั้วเกษตร: ถึง คุณสนธิ ลิ้มทองกุล

ข่าวทั่วไป 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

อนันต์ ดาโลดม เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 17.00 น. ผมได้รับโทรศัพท์จาก ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่ใกล้ชิดตั้งแต่เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรับราชการอยู่ในกรมส่งเสริมการเกษตร และไปสิ้นสุดชีวิตราชการที่กรมวิชาการเกษตรด้วยกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระ ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ได้ถามผมว่า ผมได้รับฟังรายการ "คุยทุกเรื่อง" กับสนธิในหัวข้อ "เปิดเบื้องหลังยื้อแบนพาราควอต"หรือเปล่า หลังจากนั้นท่านก็เล่าถึงสิ่งที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พยายามอธิบายถึงสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอไพริฟอส รวมถึงผลร้าย ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่คัดค้านการเสนอให้ยกเลิกการใช้สารทั้งสามชนิดนี้ ว่า เป็นคนอำมหิต ใจร้าย รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของกรมวิชาการเกษตรในลักษณะว่าเป็นผู้ขัดขวางการขอให้ยกเลิกการใช้สารทั้งสาม

เรื่องที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดเบื้องต้น ผมได้รับฟังจาก NGO จากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนเบื่อและรู้สึกรำคาญในการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมทั้งการกล่าวหาผู้ที่มีความเห็นต่างว่า เป็นผู้มีผลประโยชน์รับเงินจากบริษัทที่ทำธุรกิจสารเคมี เพื่อการเกษตร รวมทั้งรับเงินจากต่างชาติเป็นเช่นนี้มาหลาย 10 ปีที่ผ่านมา

หาก คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงกรมวิชาการเกษตร ว่า "กรมวิชาการเกษตรถูกครอบงำด้วยทุนต่างชาติ มีนักวิชาการในกรมวิชาการเกษตรรับเงินรับทองจากบริษัททำสารพิษ มีการดูแลกันตั้งแต่เป็นข้าราชการชั้น ผู้น้อยไล่ขึ้นมาจนเป็นผู้อำนวยการฝ่าย จนกระทั่งถึงรองอธิบดี และอธิบดี ตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรจึงมีการลงขันกันเป็นสิบๆ ล้าน ถึงร้อยล้าน พฤติกรรมมันบัดซบ และกรมวิชาการเกษตร เป็นกรมที่มีปัญหามากที่สุด ถ้ายุบไปได้ เกษตรไทยจะดีขึ้น เป็นกรมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน งานที่ดีๆ ก็มี แต่ว่ามีผลงานและการกระทำที่เลวมากกว่าดี" ผมคงไม่ออกมาตอบโต้เพราะผมเป็นเพียงอดีตข้าราชการที่มีโอกาสทำงานอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ประมาณ 3 ปีครึ่ง และปัจจุบันผันตัวมาเป็นเกษตรกร

ผมดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โดยท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น เพราะอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในขณะนั้น คือ ดร. วิจิตร เบญจศีล จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2540 ท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ ได้ถามผมว่า "อยากให้พี่นันต์ ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร: ชอบไหม?" (ท่านชูชีพเรียกผมว่าพี่ เพราะท่านอายุน้อยกว่าผม 1 ปี และเป็นคนไหหลำด้วยกัน ท่านให้เกียรติผมมาก) ผมก็ตอบตกลง ผมไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว ท่านชูชีพไม่เคยเรียกร้องเงินจากผม เพราะท่านรู้ว่าผมไม่มีเงิน และท่านไม่คิดที่จะทำ แม้แต่การเดินทางไปต่างจังหวัด หรือไปประชุมต่างประเทศ ท่านไม่เคยให้ผมต้องจ่ายเงินในการเลี้ยงดูท่านเลย

กรมวิชาการเกษตร เป็นกรมที่รับผิดชอบ งานด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านพืช มีงบประมาณ น้อย ข้าราชการส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ จบระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เป็นจำนวนมาก สมัยที่ผมรับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร มีนักวิจัย นักวิชาการ จบระดับปริญญาเอก ประมาณ 300 คน ซึ่งน่าจะมากกว่าทุกกรมในประเทศไทย บุคลากรส่วนใหญ่ได้ทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการ ในสถานีทดลอง ศูนย์วิจัย รวมทั้งด่านกักกันพืช ศูนย์จักรกลการเกษตร อยู่ในส่วนภูมิภาค ประมาณ 150 แห่ง (ในขณะนั้น ปี พ.ศ. 2540) ข้าราชการส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นนักวิชาการ คือ สมถะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีสังคมภายนอกน้อย มีลักษณะอนุรักษ์ รักพวกพ้อง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นแทบที่จะไม่มี (ยกเว้นในกรณีกล้ายาง 1 ล้านไร่ ที่ก่อให้เกิดความมัวหมองแก่กรมวิชาการเกษตร)

ดังนั้น การที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาว่า นักวิชาการรับเงินจากบริษัททำสารพิษ มีการดูแลกันทุกระดับชั้น ตำแหน่งอธิบดีมีการลงขันกันเป็นสิบๆ ล้าน ถึงร้อยล้าน พฤติกรรมบัดซบ เป็นการกล่าวหาที่รุนแรงสุดที่จะรับได้ ทั้งยังจะให้ยุบกรมวิชาการเกษตรว่าถ้ายุบไปได้ เกษตรกรไทยก็จะดีขึ้น เพราะมีผลงานและการกระทำที่เลวมากกว่าดี เป็นการดูถูก ดูหมิ่นองค์กรที่มีประวัติการจัดตั้งมายาวนาน มีผลงานทั้งการวิจัยและพัฒนามากมาย ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อองค์กรนี้เป็นอย่างยิ่ง

ในกรณีการวิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่า ทำไมถึงยอมให้คน 29 คน มีอำนาจเหนือชีวิตคนไทย 65 ล้านคน เป็นคำพูดที่เหมือนกับคำพูดของคุณหมอคนหนึ่ง ก็เป็นการดูหมิ่นดูแคลนคณะกรรมการวัตถุอันตรายเช่นกัน ผมเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ ไม่เคยรู้ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีผลประโยชน์ เพราะไม่เคยได้รับเงินจากใคร และสำหรับคณะกรรมการชุดปัจจุบัน ผมก็ไม่เชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ใครเขาจะให้มาทำไม โดยเฉพาะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งผมรู้จักเป็นส่วนใหญ่ ผมเชื่อมั่นว่าท่านเหล่านี้ เป็นคนดี มีจริยธรรม ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแบนสารทั้ง 3 ชนิด

ผมทำงานอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร เพียง 3 ปีครึ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2544 แล้วลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมไม่ได้เป็นลูกหม้อกรมวิชาการเกษตร แต่ช่วงเวลาที่รับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตราชการของผมได้รับสิ่งดีๆ ประสบการณ์ดีๆ และสิ้นสุดชีวิตราชการที่ดี เป็นมงคลแก่ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ต้องการจะให้ใครมาเหยียบย่ำองค์กรนี้ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม

ผมได้ติดตามรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาโดยตลอด โดยเฉพาะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่คนไทยคนหนึ่งกับผู้ร่วมอุดมการณ์ เป็นผู้ถือธงนำมวลมหาประชาชนล้มระบบทักษิณจนเป็นผลสำเร็จ ทำให้เกิดความเคารพและศรัทธาในการเป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันไม่เสื่อมคลาย แต่กรณีสารเคมี 3 ชนิดนี้ อยากให้คุณสนธิได้ศึกษาหาข้อมูลความเป็นไปตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียด ท่านจะได้ทราบความจริงที่แตกต่างจากที่เคยทราบมาก่อน และนำความจริงมาตีแผ่ให้สังคมได้รับทราบ จะเป็นประโยชน์และสังคมต้องยอมรับ เพราะมีความเชื่อมั่นในตัวคุณสนธิ ลิ้มทองกุล


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ