คอลัมน์ทันโลกทันเหตุการณ์ กับแพทยสภา: ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

ข่าวทั่วไป 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บทความโดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุลรับรองโดย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย โรคซึมเศร้าคืออะไร และแนวทางการดูแลรักษาโรคนี้อย่างถูกวิธีคืออะไร โรคซึมเศร้าคืออะไรก่อนอื่นควรต้องแยกให้ได้ว่า อะไรคือ อารมณ์ซึมเศร้า และ อะไรคือ โรคซึมเศร้า อารมณ์ซึมเศร้า เป็นอารมณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนเพราะ ในชีวิตของคนทุกคนย่อมมีช่วงเวลาเศร้า หรือ ทุกข์ใจบ้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อไหร่ถึงจะบอกว่า ความเศร้านี้ ไม่ใช่ปฏิกิริยาทางใจธรรมดาแต่คือ "โรคซึมเศร้า" โรคซึมเศร้า ประกอบด้วยอาการต่างๆ ดังนี้1.อารมณ์ซึมเศร้า หงุดหงิด ไม่สดชื่น มีอาการเกือบตลอดวัน 2.ขาดความสนใจสิ่งรอบข้าง สิ่งที่เคยชอบ ก็ไม่สนใจ เบื่อหน่ายไปหมด 3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลด กินน้อยลง หรือ บางคนอาจเป็นแบบตรงข้ามคือ กินจุมากขึ้น น้ำหนักเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 5 ใน 1 เดือน 4.นอนไม่หลับ นอนได้น้อยลง หรือบางคน ตรงข้ามกลายเป็น นอนมากขึ้น นอนทั้งวัน

5.เชื่องช้า ทำอะไรก็เชื่องช้าไปหมด หรือ บางคน อาจเป็นตรงข้ามกระวนกระวายกว่าปกติ

6.รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรง7.ตำหนิตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดง่ายกว่าปกติ

8.สมาธิเสีย ทำอะไร ไม่ค่อยมีสมาธิ รู้สึกลังเล สงสัยมากขึ้นกว่าปกติ

9.คิดเรื่องการฆ่าตัวตาย หรือ อยากฆ่าตัวตาย การบอกถึงว่าน่าจะมีโรคซึมเศร้าคือ มีอาการ 5 อาการจาก 9 อาการที่กล่าวมา และต้องเป็น ต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะสงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า

โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัว มีทางรักษาให้หายได้ยิ่งมารักษาแต่เนิ่นๆ จะยิ่งรักษาได้ผลดี

สาเหตุการเกิดโรคหลักฐานทางการแพทย์ในขณะนี้ พบว่าโรคนี้เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เสียสมดุลสารสื่อประสาทนั้นชื่อว่า เซโรโทนิน (serotonin) และ นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)

การรักษาโรคซึมเศร้า1.การรับประทานยาต้านเศร้าเนื่องจากโรคนี้ เกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาท ในสมองด้านอารมณ์เศร้า คือ เซโรโทนิน (serotonin) และนอร์อิพิเนฟริน(norepinephrine) เสียสมดุลไป จึงทำให้เกิดความซึมเศร้ามากผิดปกติการรับประทานยาต้านเศร้าจะช่วยให้สารสื่อประสาทเหล่านี้กลับมา สมดุล เมื่อสารเหล่านี้กลับสู่ภาวะปกติ อารมณ์ก็จะกลับมาเป็นปกติ

2.การรักษาทางจิตใจเช่น การทำจิตบำบัด การปรับวิธีคิด เป็นต้นซึ่งเป็นวิธีรักษาที่สำคัญควบคู่กับการรับประทานยาต้านเศร้า

3.การอยู่โรงพยาบาล ในกรณีที่มีความเสี่ยงเรื่องการฆ่าตัวตายการอยู่โรงพยาบาลเป็นสิ่งจำเป็น และปลอดภัย เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงภาวะวิกฤติ

4.การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยซึมเศร้า4.1 ไม่ควรตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เพราะ โอกาสตัดสินผิดพลาดสูงมาก เพราะอารมณ์ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ

4.2 พยายามอย่าคิดอะไรมากนัก เพราะยิ่งคิด จะวนกลับไปเป็นด้านลบ ด้วยตัวโรค

4.3 หากิจกรรมสบายๆ ทำ ที่ไม่เครียดไม่กดดัน4.4 อย่ากดดัน เร่งรัดตัวเองว่าต้องรีบหาย สิ่งสำคัญคือการรักษาตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยให้อาการดีขึ้นเป็นลำดับ

5.สำหรับญาติหรือ คนใกล้ชิดความรักและความเข้าใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ควรคาดหวัง หรือกดดันว่าผู้ป่วยว่าต้องหายไวๆ หรือบอกว่าไม่เป็นไร ทำใจสบายๆ จะดีขึ้นเอง ผู้ป่วยฟังกลับ จะยิ่งรู้สึกแย่ลง เหมือนคนพูดไม่เข้าใจ เพราะโรคนี้เกิดจากสารสื่อประสาทในสมอง จำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาตามขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ